นับตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2015 สมาชิก 10 ประเทศใน อาเซียนได้หลอมรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) อย่างสมบูรณ์
โดยมี เป้าหมายหลัก 4 ประการตาม AEC Blueprint 2015 ได้แก่ (1) การเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตเดียว ที่ให้มีการ เคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ รวมถึงเงิน ทุนได้อย่างเสรีมากขึ้น (2) การพัฒนาไปสู่ภูมิภาคที่มีความ สามารถในการแข่งขันสูง
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่ง ขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน (3) การพัฒนาเศรษฐกิจอย่าง เสมอภาค มีความเท่าเทียมกัน สนับสนุนและพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม และลดช่องว่างระดับการพัฒนา ระหว่างประเทศสมาชิกใหม่และสมาชิกเก่า และ (4) การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก เน้นการปรับประสานนโยบาย เศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศภายนอกภูมิภาค

โดยปัจจุบัน ในส่วนของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่อง ประดับมีความเกี่ยวข้องกับบริบทข้างต้นอย่างชัดเจนใน 2 ประเด็นคือ “การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน” กล่าวคือ สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสามารถส่งเข้าไปจำหน่ายใน ตลาดอาเซียน ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 622 ล้านคน

ซึ่งคิด เป็นสัดส่วนราวร้อยละ 9 ของประชากรโลกได้อย่างเสรีมากขึ้น โดยประเทศไทย บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์ ได้ลดภาษีการนำเข้าสินค้านี้จากประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นศูนย์ไปตั้งแต่ปี 2010 ก่อนที่กลุ่ม CLMV ซึ่งประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม
จะได้ลดภาษีการนำเข้า อัญมณีและเครื่องประดับเป็นศูนย์สำหรับสมาชิกอาเซียนลงเมื่อ วันที่ 31 ธันวาคม 2015 ขณะที่ “การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก” นั้น เพื่อให้เท่าทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนของโลกที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อาเซียนได้จัดทำเขตการค้าเสรีและสร้างเครือข่ายการผลิตและจำหน่าย

ผ่านการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนกับคู่เจรจาในปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “ASEAN+6” โดยทั่งกลุ่มมี จำนวนประชากรมากถึง 3,470 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนราว ร้อยละ 48 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งโลก
อีกทั้งชนชั้นกลางในประเทศกลุ่มนี้ (อาเซียน จีน อินเดีย) กำลังเพิ่มจำนวน และกำลังซื้อขึ้นเรื่อยๆ ตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจ จึงนับ เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ช่วยขยายโอกาสทางการค้าให้แก่ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้จะทราบกันดีว่า AEC ได้เริ่มต้นขึ้นอย่าง เต็มรูปแบบแล้วตั้งแต่เมื่อธันวาคมที่ผ่านมา และโดยทั่วไป มักเข้าใจกันว่าการส่งสินค้าไปจำหน่ายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นไปโดยเสรี ปราศจากข้อกีดกันทางการค้าใดๆ นั้น
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ยังคงมีกฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติ อีกมากมายที่ผู้ส่งออกไทยต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้และ ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จาก การรวมกลุ่มนี้ได้อย่างเต็มที่
กฎแหล่งกำเนิดสินค้า
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก็คือ การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามกรอบข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในการส่งสินค้าไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ผู้ส่งออกจะต้องปฏิบัติตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าข้อใดข้อหนึ่งจึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่ว่าจะเป็น
1. สินค้าที่กำเนิดหรือผลิตโดยใช้วัตถุดิบในประเทศทั้งหมด (Wholly Obtained) หรือ
2. มีกระบวนการผลิตที่ผ่านการแปรสภาพอย่างเพียงพอใน ประเทศตามเกณฑ์การเปลี่ยนพิกัด (Change in Tariff Classification) ในระดับ 4 หลัก หรือ
3. มีการใช้วัตถุดิบภายในภูมิภาคทั้งไทยและอาเซียน (Regional Value Content: RVC) รวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่า FOB ที่ส่งออกจากไทย หรือกฎเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rules) สำหรับสินค้าบางรายการที่มีรายละเอียดระบุไว้ต่างหาก
กรณีอัญมณีและเครื่องประดับมีสินค้าที่ถูกจัดให้อยู่ใน กฎเฉพาะรายสินค้ารวมทั้งสิ้น 25 รายการ ที่ผู้ส่งออกจะต้อง ปฏิบัติตาม อาทิ ไข่มุกธรรมชาติในพิกัดศุลกากร 7101.10 ระบุ ว่าจะต้องได้มาหรือผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศผู้ส่งออก ทั้งหมด หรือกรณีของเครื่องประดับเงินในพิกัด 7113.11 จะต้องมีสัดส่วนของวัตถุดิบที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสมาชิกนั้นไม่ น้อยกว่าร้อยละ 40 หรือผ่านกระบวนการแปรสภาพโดยเปลี่ยน พิกัดฯ ในระดับ 6 หลัก เป็นต้น
นอกจากนี้ ในการส่งสินค้าไปยังตลาดอาเซียนและต้องการ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวข้างต้นจะต้องนำหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า “ฟอร์มดี” (Form D) ที่กรมการค้าต่างประเทศออกให้ ไปแสดงต่อศุลกากรประเทศผู้นำเข้า หรือใช้วิธีรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification) ภายใต้ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement) โดยผู้ส่งออกที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็น “Certified Exporter” สามารถทำการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าได้ด้วยตนเอง ลงบนใบกำกับราคาสินค้า (Invoice) หรือบนเอกสารอื่นๆ ตามกำหนด

ที่มา : Gold Article วารสารทองคำ ฉบับที่ 49 เดือน มีนาคม – พฤษภาคม 2559
