Author Archives: Gold

ท่องเมืองกรุงเก่า แวะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ชมความอลังการเครื่องทองคำกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ

พิพิธภัณฑ์ที่จะพาไปเยี่ยมชมถือว่ามีความน่าสนใจ แม้จะไม่ใหญ่โตอลังการมากมาย แต่โดยภาพรวมมีการจัดแสดงที่น่าชม โดยเฉพาะห้องที่โชว์เครื่องทองคำที่พบในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ พิพิธภัณฑ์ที่พูดถึงก็คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ นอกจากจะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของไทยที่มีรูปแบบการจัดแสดงแบบใหม่ คือนำโบราณวัตถุและศิลปะโบราณวัตถุที่พบในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อู่ทอง อยุธยา รัตนโกสินทร์ มาจัดแสดงในจำนวนไม่มากจนเกินไป พร้อมเทคโนโลยี QR Code มาคอยบอกเล่าข้อมูล ทำให้การนำเสนอดูน่าสนใจ โดยการจัดแสดงจะมีทั้งหมด 3 อาคาร สำหรับไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จะอยู่ในอาคารแรกที่ชื่ออาคารเจ้าสามพระยา ในชั้น 2 จะมีห้องจัดแสดงชื่อห้องวัดราชบูรณะ เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ โดยเฉพาะเครื่องทอง อาทิ พระพิมพ์ทองคำ และเครื่องราชูปโภคทองคำ ทองกร พาหุรัตน์ ทับทรวง เครื่องประดับเศียรสำหรับชายและหญิง รวมถึงเครื่องทองอีกมากมาย สำหรับโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ คือ พระแสงขรรค์ชัยศรี เครื่องราชกกุธภัณฑ์จำลอง พระปรางค์ทองคำและเจดีย์ทองคำที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีในกรุ ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ล้วนแต่แสดงความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาในอดีต สำหรับห้องที่จัดแสดงเครื่องทองเหล่านี้ แม้จะไม่กว้างขวางมากนัก แต่หากจะพิจารณาถึงความงดงามและศิลปะต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการประดิษฐ์ของแต่ละชิ้นอย่างละเอียดแล้ว ก็ต้องใช้เวลานานอยู่อักโข ทั้งนี้

เชื่อมั่นทองทรุดสัญญาณดอกเบี้ยเฟดกดดัน ขณะสถิติทองในประเทศผันผวนสูงช่วง ก.ย.-พ.ย

The Gold Research Center revealed that the gold confidence index for June 2015 contracted after recovering in the previous month
กรุงเทพฯ-ศูนย์วิจัยทองคำเผยดัชนีเชื่อมั่นทองคำเดือน มิ.ย. 58 หดตัวลงหลังฟื้นตัวเดือนก่อน โดยปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 50 จุดสะท้อนมุมมองเชิงลบต่อราคาทองคำในประเทศเดือนมิถุนายน โดยดัชนีอยู่ที่ระดับ 43.11 จุด ลดลง 10.0 จุดจากเดือนก่อน ซึ่งได้รับแรงกดดันจากสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ยังย้ำการขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ คาดทองคำในประเทศระหว่างเดือนเคลื่อนไหวในกรอบ 18,000-20,000 บาทต่อบาททองคำ ทองโลกมองกรอบ 1,140-1,260 เหรียญ ส่วนรายงานสถิติการปรับเปลี่ยนราคาทองคำในประเทศพบว่าช่วงเดือน ก.ย. – พ.ย. ราคาทองผันผวนกว่าปกติ ขณะการปรับเปลี่ยนราคาสูงขึ้นต่อเนื่องระหว่าง 2549-2558 นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำในเดือนมิถุนายน น่าจะยังคงผันผวนอยู่เล็กน้อย และมีโอกาสที่ราคาทองคำจะขึ้นสูงไปแตะอยู่ที่ 20,000 บาท และยังกล่าวเสริมถึงเรื่องของการนำเข้า – ส่งออก ทองคำในประเทศ ยอดการนำเข้าทองคำในระยะเวลา 4 เดือนแรกของปี 2558 ที่ผ่านมานี้ มียอดประมาณ 67 ตัน ซึ่งถ้าหากคิดโดยเฉลี่ยต่อปี แสดงให้เห็นว่ายอดนำเข้าลดลงจากปี 2556 กว่า 50% โดยตลาดทองคำซบเซาอย่างเห็นได้ชัดต่อเนื่องจากปี 2557 ที่ผ่านมา

“Fact About Gold” เรื่องจริงเกี่ยวกับทองคำ

เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับทองคำ ที่หลายๆท่านอาจจะยังไม่เคยทราบมาก่อน เรามาดูกันว่าเรื่องจริงต่างๆที่เกี่ยวกับทองคำ จะมีอะไรกันบ้าง หากนำทองที่มีอยู่ในโลกทั้งหมดมารวมกัน แล้วดึงให้กลายเป็นลวดที่มีความหนา 5 ไมครอน ก็อาจจะสามารถนำมาพันรอบโลกได้ถึง 11,200,000 ครั้งเลยทีเดียว เชื่อหรือไม่ว่า อุณหภูมิที่เป็นจุดเดือดของทองนั้นสูงถึง 2,808 องศาเซลเซียส ทองคำ 1 ทรอยออนซ์ จะมีน้ำหนักเพียง 31.103 กรัม เท่านั้นเอง การที่จะหาทองคำก้อนที่มีน้ำหนัก 1 ออนซ์ นั้นเป็นเรื่องที่ยากมากกว่าการหาเพชร 5 กะรัตเสียอีก อุณหภูมิของร่างกายมีค่าเท่ากับ 37 องศาเซลเซียส การเป็นตัวนำความร้อนที่ดีมากของทองคำทำให้ทองคำปรับอุณหภูมิให้เท่ากับร่างกายของเราได้อย่างรวดเร็วมาก มันจึงเป็นเหตุผลอันหนึ่งที่ทำให้ทองเป็นอัญมณีที่มีราคามาก ต้องใช้ความร้อนสูงถึง 1,064 องศาเซลเซียส ทองคำถึงจะละลาย นับตั้งแต่เริ่มต้นของความเจริญเติบโตทางอารยธรรมของมนุษยชาติทองคำถูกขุดขึ้นมายังไม่ถึง 175,000 ตันเลย ในระหว่างการขุดหินเพื่อจะสร้างบ้านอยู่นั้นคนงานเหมืองชาวออสเตรเลียชื่อนาย จอร์จแฮร์ริสัน ได้ขุดพบแร่ทองคำที่อยู่ใกล้กับกรุงโจฮานเนสเบิร์ก ในปี 1885 ซึ่งทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ การตื่นทองในแอฟริกาใต้ เมื่อรวมทองคำทั้งหมดที่เคยขุดพบในเหมือง จะพอดีกับลังที่มีขนาด 21 ลูกบาศก์เมตร ประมาณครึ่งหนึ่ง (49%) ของทองคำที่ขุดได้ทั้งหมดในวันนึง จะถูกนำไปทำเป็นเครื่องประดับซึ่งยังคงเป็นงานอุตสาหกรรมเดียวใช้ทองคำมาก

ย้อนรอยดูต้นกำเนิดความงามของอัญมณี ที่พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ

การเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ ถือเป็นอีกหนึ่งการท่องเที่ยวที่นอกจากจะได้ผ่อนคลายแล้ว ยังได้ความรู้ในแง่มุมต่างๆ ที่ถูกนำมาจัดแสดงไว้ ทั้งนั้น ในประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์อยู่มากมาย ทั้งที่เป็นของหน่วยงานราชการและเอกชน ให้ผู้ที่สนใจได้ไปชมตามความชื่นชอบของตัวเอง ที่สำคัญในบางแห่งมีรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจและทันสมัยอีกด้วย ในคราวนี้จะขอพาไปชมอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ซึ่งผู้ที่หลงใหลเรื่องของอัญมณีต้องไม่ควรพลาด นั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งนอกจากจะบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับอัญมณีแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ต้นกำเนิดของอัญมณีแต่ละชนิดไปจนถึงกระบวนการแปรรูป จนออกมาเป็นเครื่องประดับที่ให้เราได้สวมใส่กันในทุกวันนี้ ยังเป็นสถานที่สำหรับการอนุรักษ์ตัวอย่างอัญมณีและเครื่องประดับไว้สำหรับคนรุ่นหลังอีกด้วย ภายในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับอัญมณีทุกประเภทพร้อมนำอัญมณีบางชนิดที่เป็นของจริง ทั้งที่ยังไม่ได้แปรรูปและแบบที่แปรรูปแล้วมาจัดแสดง นอกจากนั้นยังมีผลงานของนักออกแบบไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการไทยมาจัดแสดงอีกด้วย นอกจากนั้น ก็จะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับอัญมณีประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเพชร ทับทิม หยก รวมถึงโลหะมีค่า และเครื่องประดับตามสมัยนิยม ที่สำคัญทางพิพิธภัณฑ์ ได้จัดกิจกรรมพิเศษในช่วงวันสำคัญต่างๆ อีกด้วย หากผู้ที่สนใจในเรื่องนี้ ก็ถือว่าเป็นคลังความรู้ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ขณะที่การเดินทางเที่ยวชมก็สะดวกสบาย เนื้อที่จัดแสดงไม่กว้างมากนัก และมีการจัดเรียงข้อมูลเป็นหมวดหมู่ทำให้ง่ายต่อการเข้าใจ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าเที่ยวชมได้ พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ชั้น 2 ถนนสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ  ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่เดินทางไปได้อย่างสะดวก โดยจะเปิดให้เข้าชมในวันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 9.00 –

อย่าปล่อยให้กลุ่มมิจฉาชีพลอยนวล

เมื่อพูดถึงเรื่องของกฎหมาย หลายคนอาจส่ายหน้าหรือเบือนหน้าหนี เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และมีความวุ่นวาย อย่างไรก็ตาม ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในการดำเนินชีวิตของเราเกือบทุกเรื่องต้องมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องแทบทั้งสิ้น ทั้งนี้ หากเรารู้เรื่องข้อกฎหมายหรือวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็เชื่อได้ว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะมีกฎหมายหลายฉบับเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่ง “Laws of gold” จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะให้ท่านที่มีปัญหาสามารถส่งเรื่องราวเข้ามาปรึกษาหรือสอบถามข้อมูล เพื่อจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาหรือการปฏิบัติ ในฉบับแรกเราคงจะมาคุยในเรื่องที่ทางสมาคมค้าทองคำได้พยายามรณรงค์ และขอความร่วมมือกับร้านค้าต่างๆ ในการแก้ไขปัญหา นั่นก็คือการจัดการกับกลุ่มมิจฉาชีพที่ทำปลอมมาหลอกขายหรือขายฝาก ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นเชื้อโรคอันร้ายกาจที่คอยบั่นทอนการทำธุรกิจค้าทองคำ และสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจนี้ปีละหลายร้อยล้านบาท แต่ที่ผ่านมาการจัดการกับคนกลุ่มนี้ยังคงทำให้ได้ไม่เต็มที่มากนัก เพราะร้านค้าผู้เสียหายมักจะยินยอมที่จะยอมความกับกลุ่มมิจฉาชีพ เพียงแค่ว่าไม่อยากเสียเวลา และไม่อยากเป็นคดีความ ซึ่งทางสมาคมฯ ก็พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือในการดำเนินคดีอย่างเต็มที่เช่นกัน เรามาดูกันว่าขั้นตอนในการดำเนินการกับกลุ่มมิจฉาชีพที่เราจับกุมได้ต้องทำอะไรบ้าง อันดับแรก ต้องไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการแจ้งความไม่ใช่การลงบันทึกประจำวัน ซึ่งการแจ้งความตาม กฎหมาย คือการไปมอบคดีให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาหรือจำเลย จนกว่าคดีจะถึงที่สุด จากนั้นตำรวจจะตั้งข้อหาโดยจะดูพฤติการณ์เป็นหลัก หากเอาทองปลอมมาหลอกขาย จะโดนข้อหาฉ้อโกง ส่วนลงมือกระทำความผิดสำเร็จหรือไม่ก็ต้องดูที่ข้อเท็จจริงอีกครั้ง ทั้งนี้ ในการแจ้งความ เจ้าของร้านต้องจดจำและเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและต้องจดจำรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายให้ได้ หากจับตัวคนร้ายได้ต้องไปยืนยันหลักฐาน ของกลาง และชี้ตัวผู้ต้องหา หากเจ้าของร้านไม่สะดวกไปแจ้งความ สามารถทำหนังสือมอบอำนาจให้คนอื่นไปแทนได้ โดยมีเอกสารประกอบ คือ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ใบค้าของเก่า ว่าเป็นการรับซื้อทอง

ทองคำเปลว หัตถศิลป์ที่ยังมีชีวิต

ทองคำเปลว ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งศาสนา และศิลปวัฒนธรรมของไทย อันแฝงไว้ด้วยคุณค่าทางจิตใจ และธำรงไว้ซึ่งศรัทธาตามวิถีของคนไทย จนถึงขณะนี้แม้จะยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่ามีการใช้ทองคำเปลวเพื่อเป็นเครื่องสักการะทางศาสนาตั้งแต่เมื่อใด แต่ทว่าการใช้ทองคำเปลวในงาน วิจิตรศิลป์ มีหลักฐานว่าใช้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และแพร่หลายมากขึ้นในสมัยอยุธยา และรัตนโกสินทร์ ซึ่งศิลปะนี้เดิมใช้เฉพาะในชนชั้นระดับสูง เช่น พระมหากษัตริย์ และในงานทางพุทธศาสนา ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีช่างทองหลวงกลุ่มหนึ่ง นำความรู้เรื่องการตีทอง ทำทองคำเปลวจากในวัง มาทำเป็นอาชีพในย่านบ้านช่างทอง หรือบริเวณถนนตีทอง ในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จากนั้นไม่นาน ความรู้ในการผลิตทองคำเปลว ได้ถูกถ่ายทอดไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ย่านนี้เป็นแหล่งที่รวบรวม ผู้ผลิตทองคำเปลวมากมาย โดยบนถนนประวัติศาสตร์เส้นนี้ เชื่อมระหว่างถนนเจริญกรุงกับถนนบำรุงเมือง ความยาว 525 เมตร ต้นถนนจดบำรุงเมือง ก่อนถึงลานเสาชิงช้า หัวมุมถนน ด้านตะวันออกเป็นที่ตั้งของวัดสุทัศนเทพวราราม ในอดีต เมื่อใครเดินทางผ่านย่านนี้ ก็จะได้ยินเสียงตีทอง “ตุ๊บ ตุ๊บ ตุ๊บ” อันเป็นที่มาของชื่อถนนตีทอง และจากการเป็นแหล่งผลิตทองคำเปลวขนาดใหญ่ และอยู่ใกล้วัดสำคัญมากมาย อย่างเช่น วัดสุทัศนเทพวราราม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม รวมทั้งใกล้กับย่านสำคัญอื่น อาทิ ย่านบ้านบาตร บริเวณถนนบำรุงเมือง ผลิตบาตร

ตลาดเครื่องประดับของประเทศจีนเป็นอย่างไร?

ทางตะวันออกของถนนหนานจิง กรุงเซี่ยงไฮ้ มีห้างสรรพสินค้าที่มีการขายทองคำซึ่งได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก ในประเทศจีน ทองคำถือว่าเป็นของขวัญที่น่าตื่นเต้น และหลายๆคนต้องการ และยังมีความเชื่อที่ว่าจะนำพาความโชคดีมาให้ ที่ประเทศจีน มักจะมีการมอบทองคำเป็นของขวัญให้กับเด็กๆในครอบครัวในโอกาสพิเศษต่างๆ เปรียบเสมือนกับเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง ร่ำรวย ดั่งสำนวนที่ว่า “คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด” โดยจะเป็นประเพณีการมอบทองให้กับทารกแรกเกิด ด้วยสร้อยคอทองคำหรือกำไลข้อมือเล็กๆ ซึ่งจะมีการซื้อขายกันเป็นอย่างมากในช่วงตรุษจีน เครื่องประดับอันแสนหรูหรานี้เป็นทองคำ 24k (99.99%) ที่มักจะใช้ในรูปแบบของสัญลักษณ์จักรราศี เช่น มังกร งู เสือ และม้า เป็นต้น โดยสิ่งเหล่านี้ผู้คนก็ยอมที่จะเสียเงินลงทุนตราบเท่าที่ทองคำยังคงความงามไว้อยู่ ทองคำ ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อนคริสต์กาล – ค.ศ 220) แต่ด้วยการเข้ามาของศาสนาพุทธมากขึ้นจนทำให้ในช่วงราชวงศ์ที่ 6 (ค.ศ. 222 – 589) ได้มีการครอบครองทองคำอย่างแพร่หลายนอกราชสำนัก เนื่องจากการนำทองคำของเหล่าผู้ที่นับถือศาสนาพุทธนั้นมาร่วมกันสร้างพุทธบูชาทองคำต่างๆขึ้น เช่น เจดีย์ทองคำ และพระพุทธรูปทองคำ เป็นต้น ปัจจุบัน จีนเป็นตลาดเครื่องประดับทองคำที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากการที่เศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยชาวจีนมองว่าการซื้อเครื่องประดับทองคำแสดงให้เห็นถึงการมองการณ์ไกลทางการเงิน และเชื่อว่าจะนำความโชคดีมาให้ ทาง เวิลด์ โกลด์ เค้าน์ซิล

เปิดประสบการณ์ แอดมิน เว็บไซต์ ranthong.com และ FB “ร้านทองระวังภัย”

อีกหนึ่งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการป้องกันและระวังภัยที่เกิดขึ้นในวงการค้าทองคำ ผ่านทางสื่อออนไลน์ เว็บไซต์ ranthong และ Facebook ร้านทองระวังภัย ซึ่งคนในวงการรู้จักกันในชื่อของเอี้ยก้วย หรือนายองอาจ สิทธินววิธ นอกจากจะเป็นแอดมินของ www.ranthong.com แล้ว ยังเป็นแอดมิน Facebook ร้านทองระวังภัยอีกด้วย นายองอาจฯ กล่าวถึง Facebook ร้านทองระวังภัยว่าขณะนี้มีผู้ค้าทองเข้าไปใช้บริการและร่วมแบ่งปันข้อมูลเป็นจำนวนมากแต่ยังเป็นกลุ่มปิด คนที่จะเข้าไปได้ต้องเป็นผู้ค้าทองเท่านั้น ผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกต้องสมัครโดยใช้เอกสารใบค้าของเก่า หรือ ทะเบียนพาณิชย์ เพื่อป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพที่จะมาคอยดูความเคลื่อนไหวและล่วงรู้ข้อมูลของกลุ่มผู้ค้าทอง รวมถึงการดำเนินงานของสมาคมฯ และตำรวจ ในการป้องกันและปราบปรามกลุ่มมิจฉาชีพ หลังจากที่ Facebook ร้านทองระวังภัย ได้เปิดตัวมาประมาณ 2-3 ปี ขณะนี้เครือข่ายได้ขยายตัวต่อเนื่องและได้รับข้อมูลหลายๆ ด้าน โดยผู้ประกอบการจะนำมาแบ่งปันกัน ก่อนที่ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งกระจายผ่านช่องทางต่างๆ ให้เพื่อนร่วมอาชีพได้รับทราบ ทั้งนี้ คุณเอี้ยก้วย ยอมรับว่าวิวัฒนาการของกลุ่มมิจฉาชีพค่อนข้างจะน่ากลัว งานของปลอมที่ทำออกมาใกล้เคียงของจริงมาก “ในช่วงแรกๆ งานของปลอมที่ผลิตออกมา ไม่ใกล้เคียงกับของจริงหรอก ผู้ที่มีความชำนาญไม่ต้องมากมายมองผ่านๆ ก็ดูออก แต่ปัจจุบันงานของปลอมพัฒนามาเรื่อยจนเทียบเท่าของจริงแล้ว ถ้าผู้ค้าไม่ดูให้ละเอียดรับรองว่าพลาดแน่ๆ อย่างไรก็ตามผู้ที่อยู่ในเครือข่าย และได้ข้อมูลไปก็อาจจะได้รับความปลอดภัยเพิ่มขึ้น เพราะสมาชิกจะแจ้งข้อมูลว่าในพื้นที่ใดควรจะระวัง และทองลวดลายใดให้เพิ่มความระมัดระวัง หรือการปฎิบัติงานของกลุ่มมิจฉาชีพจะมาในลักษณะใด”

Currency War

เรื่องราวการทะเลาะกันของขาใหญ่ ซึ่งขาลีบอย่างเราๆ ก็ต้องรับผลไม่มากก็น้อยถ้าเราลองย้อนอดีตดูการสู้รบมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการแย่งชิงอาหารหรือของมีค่าที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลพอสังคมพัฒนาขึ้นก็เริ่มเป็นการสู้รบระหว่างชนชาติ พัฒนาการของอาวุธที่ใช้ก็มีการพัฒนาไปด้วยเช่นกัน แต่ปัจจุบันการต่อสู้กลับไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธ (ในความหมายของสิ่งที่ให้ประหัตประหารกัน) แต่ใช้สิ่งที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจทั้งแต่ราคาสินค้า การครอบครองทรัพยากรที่จำเป็นรวมถึงการสู้รบผ่านระบบอัตราแลกเปลี่ยน สงครามค่าเงิน (currency war) มีการพูดถึงมาพักใหญ่แต่เริ่มเห็นสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลังจากรอยร้าวของชาติมหาอำนาจสองขั้วเริ่มร้าวลึกขึ้น คู่ขัดแย้งที่ชัดเจนคือสหรัฐอเมริกา กับแฝดต่างฝาอย่างจีน-รัสเซีย สหรัฐอเมริกาครอบครองความได้เปรียบมายาวนานหลังสงครามเย็น แต่ด้วยการกระทำที่ดูจะเป็นการวางก้ามมากจนเกินไป จนทำให้ชาติที่ไม่ได้เป็นลูกไล่สหรัฐฯ เริ่มแสดงอาการไม่พอใจและเริ่มที่จะหาทางตีตัวออกจาก “ระบบ” ที่สหรัฐฯ สร้างขึ้น จีนเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดและมีข้อพิพาททางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ มาพักใหญ่ตั้งแต่เรื่องการกีดกันการค้า การรุกหาพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค การแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายบิดเบือนกลไกตลาดของสหรัฐฯ ของจีนที่ถือเป็นความกล้าหาญที่ชาติอื่นก็ไม่พอใจแต่เลือกที่จะไม่พูด ความพยายามในการผลักดันค่าเงินหยวนให้กลายเป็นสกุลเงินที่ใช้ชำระราคาระหว่างประเทศได้ เหล่านี้ล้วนเป็นการท้าทายอำนาจสหรัฐฯ ด้านรัสเซียเองหลังจากถูกกดดันในหลายด้านจนยูเครนซึ่งเป็นเหมือนลูกศิษย์ก้นกุฎิเริ่มตีตัวออกห่างจนทำให้รัสเซียอดรนทนไม่ได้ ก็เริ่มแสดงแสนยานุภาพเพื่อเป็นการเตือนสหรัฐฯ และพันธมิตรว่าอย่ารุกมามากกว่านี้ด้วยการเข้ายึดแคว้นไครเมียและกลายเป็นฉนวนความขัดแย้งสำคัญที่ทำให้รัสเซียเลือกที่จะ “ตอบโต้” ด้วยนโยบายด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทรัพยากร ด้วยการทำข้อตกลงหลายเรื่องกับจีนที่ถือเป็นพันธมิตรที่จำเป็นจะต้องจับมือด้วย เพียงเพราะมีศัตรูคนเดียวกัน โดยผมมองว่ารัสเซียคงมีความพยายามที่จะทำให้ระบบดอลลาร์ที่มีอยู่เดิมเกิดความสั่นคลอนด้วยการให้ชำระราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสกุลเงินอื่น ซึ่งถือเป็นการทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจริงๆ และผมมองว่าการกดราคาน้ำมันให้ลดต่ำลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาก็น่าจะเป็นผลมาจากเกมส์การต่อสู้นี้ เป็นการตอบโต้รัสเซียเกมส์การต่อสู้แบบนี้จะยังดำเนินไปอีกในอนาคตและน่าจะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ผลกระทบจาก currency war จะทำให้ความผันผวนของระบบสกุลเงินมีมากขึ้นโดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีผลต่อราคาทองคำโดยตรง นอกจากนี้การที่จีน-รัสเซียจะผลักดันค่าเงินหยวนและรูเบิลขึ้นมาเป็นสกุลเงินที่ทัดเทียมดอลลาร์สหรัฐฯ ก็จะมีความจำเป็นที่จะต้องมีการสะสมทองคำเพิ่มขึ้นในทุนสำรองและที่ผ่านมาทั้งสองประเทศก็มีการสะสมต่อเนื่องจริง ดังนั้นถ้ามองมุมนี้ระยะยาวทองคำน่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ถูกใช้เป็นหนึ่งในอาวุธในการทำสงครามค่าเงิน ที่มา : จูเก๋อเลี่ยง วารสารทองคำ ฉบับที่ 43

QE คำตอบสุดท้ายของ ECB ?

ในเดือนที่ผ่านมา ประเด็นร้อนที่ได้รับการจับตามองจากนักลงทุนทั่วทั้งโลก คงหนีไม่พ้นประเด็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินของกลุ่มสหภาพยุโรปในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้งนี้ ทางธนาคารกลางยุโรป ออกมาประกาศเข้าซื้อสินทรัพย์หลายประเภท โดยเฉพาะพันธบัตรในวงเงินถึง 6 หมื่นล้านยูโร ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ซึ่งคิดเป็นวงเงินกว่า 1 ล้านล้านยูโร ซึ่งถือว่าเป็นการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว ซึ่งหลายฝ่ายออกมาวิตกกังวลว่า การทำคิวอีครั้งนี้ถือว่ามีความยากพอสมควร เนื่องจาก สภาพเศรษฐกิจในยูโรแตกต่างจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯและญี่ปุ่นซึ่งทำการผ่อนคลายนโยบายการเงินและสำเร็จมาแล้ว ด้วยการที่กลุ่มสหภาพยุโรปไม่ได้มีเพียงประเทศเพียงเดียว แต่มีอีก 18 ประเทศซึ่งต่างมีคุณภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน     หลังวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป ปี2014 นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรปสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับนักลงทุนทั่วโลกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการดำเนินนโยบายการเงิน จากการที่อัตราเงินเฟ้อของกลุ่มยูโรโซนนั้นลดลงต่ำกว่า 1% อย่างต่อเนื่อง ส่งสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะเงินฝืด (Deflation) ทาง ECB ประกาศการใช้มาตรการทางการเงินแรก คือ TLTRO (Target Long Term Refinancing Operation)หรือการปล่อยสินเชื่อให้กับธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำและคงที่ ที่ระดับ 0.05% และปรับอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่ธนาคารพาณิชย์พักไว้ (Deposit facility) เหลือ -0.2% สองคือ การเข้าซื้อสินทรัพย์ของภาคเอกชนประเภท ABS (Asset Back
PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com