Author Archives: Gold

ดัชนีเชื่อมั่นทองเดือน ก.พ. อ่อนตัว เผยยอดนำเข้าทองคำปี 57 ลดลงกว่า 50%

Gold Confidence Index, February 2015
กรุงเทพฯ – ศูนย์วิจัยทองคำเผยดัชนีเชื่อมั่นทองคำเดือน ก.พ. 58 ปรับตัวลงเล็กน้อย โดยดัชนีอยู่ที่ระดับ 52.69 จุด ลดลง 5.64 จุด สะท้อนทัศนคติเชิงบวกต่อราคาทองคำในประเทศเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ผู้ค้าคาดระหว่างเดือนน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 18,500 – 21,000 บาทต่อบาททองคำ ด้านคุณจิตติฯ นายกสมาคมค้าทองคำ เผยตลาดทองคำปี 57 ซบเซา หลังตัวเลขนำเข้าลดกว่า 50% คาด ปีนี้ราคาไม่ผันผวนเท่าปีก่อน นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ยอดการนำเข้าทองคำปี 2557 มีเพียง 159 ตัน ลดลงจากปี 2556 ที่มียอดการนำเข้า 318 ตัน หรือลดลงกว่า 50% โดยตลาดทองคำในปี 2557 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ซบเซาอย่างเห็นได้ชัดและน้อยที่สุด ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาที่ประเทศไทยมีการนำเข้ามากกว่า 300 ตัน เช่นเดียวกับยอดการส่งออกที่ลดลงเหลือ 93 ตัน

เซี่ยงไฮ้ โกลด์ เอ็กซ์เชนจ์ และ เวิลด์ โกลด์ เค้าน์ซิล จับมือร่วมกันพัฒนาให้ เซี่ยงไฮ้ เป็นเขตการค้าเสรีเหมือนกับ ตลาดทองคำโลก

เซี่ยงไฮ้ โกลด์ เอ็กซ์เชนจ์ (SHANGHAI GOLD EXCHANGE / SGE) และ เวิลด์ โกลด์ เค้าน์ซิล (World Gold Council / WGC) ได้พัฒนาองค์กรทางด้านการตลาดเพื่ออุตสาหกรรมทองคำ โดยลงนามใน ‘MOU’ เกี่ยวกับเรื่องของ ความเข้าใจในข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ซึ่ง เซี่ยงไฮ้ โกลด์ เอ็กซ์เชนจ์ เป็นองค์กรแลกเปลี่ยนซื้อขาย physical gold ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเวิลด์ โกลด์ เค้าน์ซิล ก็เป็นผู้ที่มีอำนาจ ทั่วโลก เกี่ยวกับเรื่องของอุตสาหกรรมทองคำ โดยที่ทั้งสององค์กรได้มีการจับมือร่วมกันให้การสนับสนุนในการพัฒนาการซื้อขายทองคำทั้งในประเทศและต่างประเทศของจีน โดยใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ทำให้ตลาดทองคำจีนเข้าสู่การเป็นตลาดระดับสากล ด้วยการซื้อขายผ่านเขตการค้าเสรีของเซี่ยงไฮ้ เพื่อที่จะสนับสนุนการขยายตัวของตลาด ซึ่งมีในข้อตกลงในการให้การสนับสนุน การพัฒนาการลงทุนในการผลิตทองคำ และการแก้ไขปัญหาสำหรับอุตสาหกรรมและนักลงทุนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2014 ที่ผ่านมา คณะกรรมการระหว่างประเทศเริ่มมีการประชุมอย่างเป็นทางการโดยให้ทาง เซี่ยงไฮ้ โกลด์ เอ็กซ์เชนจ์ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ตลาดทองคำจีนเข้าสู่ระดับสากล คณะกรรมการระหว่างประเทศได้มีการอนุมัติให้นักลงทุนต่างประเทศ สามารถที่จะใช้เงินหยวนในการซื้อขายแลกเปลี่ยนโลหะมีค่าและ

สะสมความมั่งคั่งด้วยทองคำหลากรูปแบบ

จากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงขาดเสถียรภาพอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอันเนื่องมาจากปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และวิกฤติหนี้สาธารณะที่ยังคงเรื้อรังและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงแผ่กระจายเข้าครอบคลุมประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรป อีกทั้งปัญหาความผันผวนของราคาพลังงาน ตลอดจนภาวะเงินเฟ้อซึ่งมีทีท่าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทองคำจึงได้กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของนักลงทุนทั้งรายเก่ารายใหม่ที่หวังเพิ่มพูนความมั่งคั่งผ่านการเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคาทองคำ ซึ่งการสะสมความมั่งคั่งผ่านการถือครองทองคำนั้นมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตามความถนัด ความชอบ และจำนวนเงินในกระเป๋า เช่น ทองรูปพรรณ ทองคำแท่ง และเหรียญทองคำ เป็นต้น รูปแบบการสะสมทองคำ มนุษย์เราคุ้นเคยกับการออมและการสะสมความมั่งคั่งด้วยทองคำมาตั้งแต่ในอดีต ผ่านการสวมใส่เครื่องประดับทองซึ่งถือเป็นวิธีการแสดงออกถึงฐานะของผู้เป็นเจ้าของ อย่างไรก็ตาม ค่าความบริสุทธิ์ของเครื่องประดับทองซึ่งได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับ ในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไป เช่น ค่าความบริสุทธิ์ของเครื่องประดับทองในตลาดจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง อยู่ที่ 24, 22 และ 21 กะรัต ตามลำดับ ขณะที่ค่าความบริสุทธิ์ของทองรูปพรรณที่จำหน่ายในประเทศไทยคือ 23.16 กะรัต หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าทอง 96.5% เมื่อการสะสมความมั่งคั่งด้วยทองคำเริ่มเป็นที่นิยมในวงกว้าง บทบาทและความสำคัญของทองคำแท่งจึงเพิ่มมากขึ้น ข้อดีของการถือครองทองคำแท่งคือ การซื้อขายสามารถทำได้คล่องตัวกว่าทองรูปพรรณ อีกทั้งใช้เงินลงทุนต่ำกว่าเพราะไม่มีค่ากำเหน็จ หากแต่เกิดภาระด้านการเก็บรักษา และไม่สามารถ สวมใส่เพื่อความสวยงามได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันทองคำแท่งมีให้เลือกสะสมทั้งค่าความบริสุทธิ์ 99.99% และ 96.5% กหนึ่งรูปแบบของการสะสมความมั่งคั่งผ่านการถือครองทองคำและยังให้ความเพลิดเพลินในรูปของของสะสมคือ เหรียญทองคำซึ่งมีทั้งเหรียญกษาปณ์และเหรียญที่ระลึก การสะสมทองคำในรูปแบบนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา

เที่ยวน่าน นมัสการพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง

น่าน ดินแดนแห่งศิลปวัฒนธรรม และประเพณีอันงดงาม ที่สืบทอดกันมากว่า 600 ปี และมีพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง อันเป็นพระธาตุประจำปีนักษัตรเถาะ เป็นปูชนียสถานสำคัญประดิษฐานเป็นมงคลอยู่ พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง แฝงด้วยปรัชญาธรรมอันสูงส่ง ตั้งแต่นาม “แช่แห้ง” ที่ปราชญ์โบราณกล่าวไว้ว่าการ “แช่” อยู่ในกิเลสตัณหา ไม่ว่าจะเป็น โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งการจะทำตัวให้ “แห้ง” หรือหลุดพ้นได้ คือ การดับเสียซึ่งกิเลสตัณหาเหล่านั้น บันทึกไว้ในพงศาวดารเมืองน่านว่า พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง สร้างขึ้นเมื่อปี 1891 ในสมัยพระยาการเมืองเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพิมพ์เงินและพระพิมพ์ทองที่พระยาการเมืองได้รับพระราชทานจากพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งไปช่วงสร้างวัดหลวงอภัย ที่กรุงสุโขทัย ส่วนที่เป็นตำนานเล่าขานต่อๆ กันมาว่า เมื่อครั้งพระพุทธองค์เดินทางเผยแผ่พระศาสนามาถึงเมืองนันทบุรี (เมืองน่านในอดีต) และประทับอยู่ ณ ริมน้ำห้วยไคร้ เจ้าผู้ครองนครนามว่า พญามลราช และ เทวีสัณฐมิต พระมเหสี ได้ถวายผ้าสรงน้ำแด่พระพุทธองค์ เมื่อทรงรับเอาผ้านั้นมาสรงน้ำแล้ว ผ้าผืนนั้นก็กลายเป็นแผ่นทองคำ เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ชาวเมือง พระอานนท์ ซึ่งตามเสด็จด้วย ได้กราบทูลขอพระเกศาไว้เพื่อเป็นที่สักการบูชาแก่คนและเทวดาทั้งหลาย พระพุทธองค์ทรงลูบพระเศียร ได้พระเกศามาองค์หนึ่ง แล้วตรัสว่า

พระมหามณฑปหลวงพ่อทองคำ พุทธสถาปัตยกรรมงามวิจิตรบนถนนสายทองคำ

ความงดงามที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า คือ พุทธสถาปัตยกรรมอันวิจิตรตระการตาราวเทวานฤมิต ซึ่งเกิดขึ้นด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนในถิ่นถนนเยาวราช ประชาคมนักธุรกิจเขตสัมพันธวงศ์ และวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อให้เป็นสถานที่ประดิษฐาน “พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร” หรือ หลวงพ่อทองคำ  พระพุทธรูปล้ำค่าคู่บ้านคู่เมือง พระมหามณฑป วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ก่อสร้างแล้วเสร็จ เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 80 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ทำให้ประชาชนทั่วไปได้อิ่มตา อิ่มใจ และอิ่มบุญกันถ้วนหน้า เพื่อรังสรรค์พระมหามณฑปให้มีความงดงามยิ่งใหญ่ควรคู่กับการเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ และการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีมหามงคล การออกแบบพระมหามณฑปจึงเป็นไปอย่างพิถีพิถัน ด้วยการรวบรวมอัจฉริยศิลปินระดับชาติหลากหลายสาขามาร่วมกัน โดยมี น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมไทย) อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายออกแบบ สร้างสรรค์พุทธสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าหลังนี้ โดยยึดถือ 3 หลักปรัชญาในการออกแบบ คือ ความศักดิ์สิทธิ์และสง่างาม ด้วยโครงสร้างขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดความรู้สึกสง่างาม น่าเกรงขาม ขณะเดียวกันก็รักษาคุณค่าทางสถาปัตยกรรมไว้ครบถ้วนทั้งพุทธศิลป์ สถาปัตยศิลป์ และวิจิตรศิลป์ ความมั่นคงถาวร ด้วยมุ่งหวังให้เป็นภูมิสถาปัตยกรรมใหม่ของย่านเยาวราช และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าสืบไปชั่วลูกหลาน การออกแบบจึงคำนึงถึงอายุการใช้งานของวัสดุเป็นหลัก โครงสร้างของอาคารจึงเป็นคอนกรีต เสริมเหล็ก และคัดสรรวัสดุที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องความคงทนถาวร อาทิ หินอ่อน มาใช้ในการก่อสร้าง ความร่วมสมัย เน้นการออกแบบที่เรียบง่าย แต่สร้างสรรค์

“เครื่องถม” บรรพศิลป์แห่งแดน “ทักษิณ”

เครื่องถมเป็นงานประณีตศิลป์ชั้นสูงที่คนไทยรู้จักมาเป็นเวลาช้านาน และปรากฏในพงศาวดารว่าเครื่องถม นับเป็นหนึ่งในเครื่องราชูปโภคของไทย ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากชาวโปรตุเกส ซึ่งเป็นชนชาวยุโรปชาติแรกที่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยาให้เข้ามาทำการค้าและตั้งรกรากในราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ปี 2061 ใน 4 หัวเมืองสำคัญ ประกอบด้วย กรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และมะริด ชาวโปรตุเกสนั้นไม่ว่าไปอยู่ที่ใดก็จะนำเอาวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีของตนไปเผยแพร่ด้วย โดยเฉพาะที่เมืองนครศรีธรรมราชได้รับการสืบทอดวัฒนธรรมมาหลายอย่าง เช่น การจัดตลาดนัด การชนวัว ที่สำคัญคือการถ่ายทอดวิชาการทำเครื่องถม ทำให้เครื่องถมเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งต่อมา ได้โปรดเกล้าฯให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจัดหาช่างถมที่มีฝีมือดี เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยา ระหว่างปี 2199-2231 เพื่อจัดทำเครื่องราชบรรณาการสำหรับให้คณะราชทูตกรุงสยามนำไปถวายสมเด็จพระสันตะปาปา ณ กรุงวาติกัน และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส เครื่องราชบรรณาการที่ถวายสมเด็จพระสันตะปาปา เป็นกางเขนพร้อมราชสาส์นในหีบถมทอง บนพานถมทองส่วนเครื่องราชบรรณาการที่ถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 คือ หีบถมทองบรรจุม้วนพระราชสาส์น ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พบว่าเครื่องถมนครศรีธรรมราชได้รับความนิยมอย่างยิ่งในราชสำนัก เมื่อสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯให้ฟื้นฟูการทำเครื่องถม จนเครื่องถมรุ่งเรืองมาก และมีการกำหนดว่าเครื่องถมทองจะใช้สำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้น ส่วนขุนนางจะใช้ได้แต่เครื่องถมเงิน จวบจนสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เครื่องราชูปโภคทั้งหลายล้วนแต่เป็นเครื่องถม ได้แก่ พระแท่นที่เสด็จออกขุนนางและพระเสลี่ยง

ทองสีม่วง : นวัตกรรมของวงการเครื่องประดับทอง

หากเอ่ยถึงทองคำ หลายคนคงนึกถึงโลหะสีเหลืองทอง มีความวาว อ่อนนุ่ม ทนต่อความร้อนและการกัดกร่อนได้ดี จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ทั้งด้านทันตกรรม และอุตสาหกรรม เช่น การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจากนี้ ทองคำยังเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าเป็นโลหะที่มีค่าในตัวเอง จึงถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ตลอดจนนำไปใช้ในการผลิตเครื่องประดับซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทุกยุคทุกสมัยจวบจนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทราบหรือไม่ว่าอันที่จริงทองคำไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่สีเหลือง (Yellow Gold) เท่านั้น ยังมีสีขาว (White Gold) สีชมพู (Pink Gold) รวมถึงสีอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้า เขียว ดำ และม่วง เป็นต้น โดยสีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการผสมธาตุหรือโลหะอื่นลงไปในทองคำด้วยสัดส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดสีต่าง ๆ แล้ว ยังเปลี่ยนสมบัติทางกายภาพของทองคำให้มีความแข็งเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ หากย้อนไปเมื่อราว 2-3 ปีที่ผ่านมา ทองคำประเภทหนึ่งที่มีการกล่าวถึงกันค่อนข้างมากคือ “ทองสีม่วง” (Purple Gold) ซึ่งเป็นนวัตกรรมและได้สร้างความแปลกใหม่ที่ช่วยแต่งแต้มสีสันให้แก่วงการเครื่องประดับทองได้เป็นอย่างดีในระยะหนึ่ง แต่เพราะเหตุใดกระแสทองสีม่วงจึงค่อย ๆ เลือนหายออกไปจากแวดวงเครื่องประดับไทย มาถึงจุดนี้หลายคนคงสงสัยว่า

TUTANKHAMUN ตุตันคาเมน กับโลงพระศพ และหน้ากากทองคำ ความเชื่อแห่งการเก็บรักษาพระศพด้วยทองคำ

‘ตุตันคาเมน’ ซึ่งเป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์ ครองราชย์ระหว่างปี 1336-1327 ก่อนคริสต์ศักราช ครั้งที่มีการขุดพบสุสานตุตันคาเมนแห่งนี้เกือบ 90 ปีก่อน ได้พบกรุสมบัติมากมายถึง 5 พันกว่ารายการ รวมถึงพบ ‘หน้ากากทองคำและโลงศพทองคำ’ จนทำให้กลายเป็นสุสานที่โด่งดังที่สุดในหุบเขากษัตริย์แห่งอียิปต์ ประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณ ‘ตุตันคาเมน’ เป็น ฟาโรห์ที่ไม่มีบทบาทมากนัก และสิ้นพระชนม์ตั้งแต่พระชนมายุ 18 พรรษา แต่สุสานของพระองค์โด่งดังไปทั่วโลก หลังได้เปิดเผยสู่ชาวโลกเป็นครั้งแรกเมื่อ 89 ปีก่อน พร้อมด้วย หน้ากากทองคำ โลงศพทองคำ และทรัพย์สินของมีค่าต่าง ๆ ถึง 5,230 รายการ นับว่าเป็นการค้นพบกรุสมบัติมากที่สุด ตั้งแต่มีการขุดพบหลุมศพของฟาโรห์เลยทีเดียว แม้ว่าตุตันคาเมนครองราชย์เพียง 9 ปี และไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นเท่าใดนัก แต่ยังมีทรัพย์สมบัติมากมายถึงเพียงนี้ หากเปรียบเทียบกับสุสานของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ในหุบเขากษัตริย์อีกหลายพระองค์ ที่สำคัญคือ การขุดพบครั้งนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้โลกได้เข้าใจถึงความรู้และสติปัญญาของคนอียิปต์เมื่อ 3 พันปีก่อนว่ามีความเจริญก้าวหน้าเพียงใด ฮเวิร์ด คาร์เตอร์ จิตรกรชาวอังกฤษที่กลายมาเป็น นักอียิปต์วิทยาผู้โด่งดัง ได้ใช้เวลาถึง 7 ปี กว่าจะค้นพบ โดยในช่วงสุดท้ายของการขุดค้น คาร์เตอร์

อิสริยยศทองคำ เกียรติยศแห่งบรรดาศักดิ์

เครื่องราชอิสริยยศหรือเครื่องยศ คือ เครื่องหมายแสดงเกียรติยศ เครื่องประกอบยศ และบำเหน็จความชอบที่พระมหากษัตริย์ไทย แต่ครั้งโบราณกาลมา สร้างขึ้นเพื่อ พระราชทานให้แก่ราชตระกูล ขุนนาง ข้าราชการ และบุคคลทั่วไป ที่มีตำแหน่งหน้าที่ ความชอบในแผ่นดินให้ปรากฏตามยศชั้น และฐานันดรศักดิ์ของผู้ได้รับพระราชทาน เครื่องยศ จึงสามารถบ่งบอกถึงความสำคัญของบุคคลนั้น ๆ ได้ ดังเช่น จดหมายเหตุของ นิโคลาส แซแว บันทึกไว้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาว่า เราจะรู้ความสำคัญของขุนนางได้ จากหีบหมากพระราชทาน จากรูปพรรณและเนื้อโลหะ ขอบหลอมพอก ฐานะของเรือพาหนะ ดาบที่คาด การมีผู้เชิญข้างหน้า และจากจำนวนทาสที่ติดตามหลัง เครื่องยศ จึงมักทำด้วยวัสดุที่สูงค่า เช่น ทองคำ และงดงามด้วยฝีมือช่างที่มีความประณีต วิจิตรบรรจง มีรูปลักษณ์และลวดลายแตกต่างกันตามลำดับชั้นยศ เครื่องยศที่คุ้นเคยกันดี จะเป็นเครื่องยศในหมวดเครื่องอุปโภค หรือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น พานหมากหีบหมาก คนโท เจียด กาน้ำ ขันน้ำ ที่ชา กระโถน เป็นต้น โดยการพระราชทานจะต่างกันในเรื่องของวัสดุที่ใช้ผลิตได้แก่ เครื่องอุปโภคทองคำลงยาราชาวดี จะพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และสามัญชนที่ดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยาจนถึงพระอัครมเหสี เครื่องอุปโภคทองคำลายสลัก

Thai Goldsmith Gallery หอเครื่องทองไทย เครื่องทองจากงานหัตถศิลป์

พื้นที่ 460 ตารางเมตร ภายในศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. คือ ที่ตั้งของ “หอเครื่องทองไทย (THAI GOLDSMITH GALLERY)” แหล่งเรียนรู้สำคัญเรื่องเครื่องทองลวดลายโบราณที่ผลิตด้วยฝีมือช่างทองผู้เชี่ยวชาญในงานหัตถศิลป์ชั้นสูง และเป็นสิ่งล้ำค่าหาดูได้ยากในปัจจุบัน นายกุญญพันธ์ แรงขำ (อดีต) ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. เปิดเผยว่า หอเครื่องทองไทย เป็นสถานที่สำหรับจัดแสดงงานหัตถศิลป์ของเครื่องทองลวดลายโบราณที่ทำจากทองคำแท้ทั้งหมด เครื่องทองเหล่านี้มีความแตกต่างจากทองรูปพรรณทั่วไป ที่มีความวิจิตรบรรจงละเอียดอ่อนของลวดลาย เพราะเป็นการผลิตงานหัตถศิลป์ ซึ่งแต่ละชิ้นต้องใช้เวลานานนับเดือน จึงทำให้มูลค่าสูงกว่าทองคำทั่วไปหลายเท่าตัว อีกทั้งปัจจุบันเครื่องทองที่เป็นงานหัตถศิลป์ เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาเยี่ยมชม จะได้รับความรู้ตั้งแต่เรื่องแหล่งวัตถุดิบ  กระทั่งกลายเป็นเครื่องทองจากช่างสกุลต่างๆ ซึ่งแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 5 ส่วน คือ ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับทอง แสดงต้นกำเนิดทองคำ ตั้งแต่เป็นสายแร่ที่มีขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าที่แทรกซึมในชั้นหินต่างๆ ก่อนจะแยกออกมาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หลอมออกมาเป็นก้อนทองคำซึ่งป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องทอง ถัดมาเป็น ส่วนประวัติช่างทองไทย จัดแสดงประวัติความเป็นมาของช่างทองสกุลต่างๆ ตลอดจนลวดลายและกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ หาดูยาก และเริ่มจะสูญหายไป เนื่องจากวิชาการทำเครื่องทองสมัยโบราณไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ถ่ายทอดกันเฉพาะเครือญาติหรืออาจารย์รับศิษย์เพียงไม่กี่คน ทำให้ปัจจุบันเหลือสกุลช่างทองอยู่เพียง 3 สกุล ที่สามารถนำมาจัดแสดงได้คือ สกุลช่างทองสุโขทัย สกุลช่างทองเมืองเพชร และสกุลช่างทองถมนคร สกุลช่างทองสุโขทัย
PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com