ฝีมือการผลิตทองรูปพรรณของไทย ขึ้นชื่อว่ามีความงดงาม ซึ่งลวดลายต่าง ๆ ได้ถูกสืบทอดมาจากช่างทองสกุลต่าง ๆ ของไทย ถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนางานทองคำมาจวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งลวดลายแต่ละลาย นอกจากจะเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่งดงามวิจิตรบรรจงแล้ว ยังเป็นเอกลักษณ์ของช่างทองสกุลต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ในภูมิภาคนั้นได้อย่างชัดเจน โดยสกุลช่างทองของไทยมี 3 สกุลหลัก ประกอบด้วย สกุลช่างทองสุโขทัย สกุลช่างทองเมืองเพชร และสกุลช่างถมนคร ซึ่งเรื่องราวของแต่ละสกุล ก็จะมีจุดเด่นและความน่าสนใจที่ต่างกันไป ซึ่งจะทยอยนำมาเสนออย่างต่อเนื่อง สำหรับในฉบับนี้ขอนำเสนอ ช่างทองสกุลเพชรบุรี หรือช่างทองเมืองเพชร ผู้ผลิตทองรูปพรรณที่มีรูปทรงและลวดลายดัดแปลงมาจากธรรมชาติ และสิ่งของที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวในชีวิตประจำวัน เช่น ลูกสน เต่าร้าง ดอกพิกุล ดอกมะลิ ปลา เป็นต้น ซึ่งต้นกำเนิดสันนิษฐานว่า สืบทอดฝีมือมาจากช่างทองหลวง หนึ่งในสิบช่างสิบหมู่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่าง ๆ ทรงโปรดให้มีการก่อสร้างพระราชวังต่าง ๆ ขึ้นในจังหวัดเพชรบุรี นับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างพระราชวังพระนครคีรี(เขาวัง) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างพระราชวังรามราชนิเวศน์ และก่อสร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเหตุนี้ทำให้ช่างสิบหมู่ในพระราชสำนักได้มารวมตัวกันอยู่ที่เมืองเพชรบุรี และงานศิลปะชั้นสูงจากวังหลวง
Author Archives: Gold
ชเวดากอง คือ หนึ่งในพุทธสถานสำคัญที่ผู้คนมากมายใฝฝันอยากเดินทางไปนมัสการให้ได้สักครั้งหนึ่ง แสงสีทองมลังเมลืองจากแผ่นทองคำแท้ที่ฉาบทั่วองค์พระมหาเจดีย์ และประกายเพชรวิบวับจากยอดฉัตร คือ ความงดงามที่ยากลืมเลือน ว่ากันว่า ทองคำแท้ที่หุ้มพระเจดีย์ ซึ่งมีความสูงถึง 326 ฟุตนั้น มีน้ำหนักทองถึง 1,100 กิโลกรัม และฉัตรบนยอดสุดของพระเจดีย์ มีเพชรประดับอยู่ 5,448 เม็ด โดยเม็ดบนสุดมีขนาดใหญ่ถึง 76 กะรัต ประกอบด้วยทับทิมอีก 2,317 เม็ด ช่างชาวพม่าจะใช้วิธีตีทองคำแท้เป็นแผ่นๆ มาเรียงต่อกันปิดบนองค์พระมหาเจดีย์ สามารถมองเห็นรอยต่อแผ่นทองคำได้ หากแผ่นทองหมองลง ก็จะถอดหมุดแล้วแกะแผ่นทองออกมาขัดล้างปีละครั้งเป็นประเพณีสืบเนื่องตลอดมา พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า แม้จะมีตำนานเล่าว่า สร้างขึ้นกว่า 2,500 ปีมาแล้ว แต่หลักฐานทางโบราณคดีทำให้เชื่อว่าพระมหาเจดีย์นี้สร้างขึ้นระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 6 – 10 โดยชาวมอญ แต่ถูกทิ้งร้างจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 พระเจ้าพินยาอู จึงทรงสร้างองค์พระมหาเจดีย์ขึ้นใหม่ สูง 18 เมตร จากนั้นมีการบูรณะซ่อมแซมเรื่อยมา จนมีความสูง 98 เมตร ในคริสต์ศตวรรษที่ 15
“เอลโดราโด” (El Dorado) หรือหมายถึง “นครทองคำ” เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง ในฐานะเมืองแห่งทองคำที่พวกนักล่าทองคำต่างใฝ่ฝันถึง และมีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวไปพูดถึง แต่ยังไม่มีใครได้เคยสัมผัสกับของจริงสักครั้งว่ามันยิ่งใหญ่เพียงไร เพราะว่ากันว่าทุกอย่างในเมืองนี้ล้วนแต่เป็นทองคำ แต่ประเด็นสำคัญก็คือ เมืองนี้มันมีจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าเท่านั้น สำหรับชื่อเอลโดราโดนั้น เซบาสเตีย เดอ เบลาลกาซาร์ บุรุษผู้สามารถพิชิตชนอินคาแห่งอเมริกาใต้ เป็นผู้ก่อตั้งเมืองควิโต้ ที่ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ และเป็นบุคคลที่ตามหานครแห่งนี้ ได้เรียกว่า El Dorado แต่ความจริงแล้วต้นตอของเอลโดราโด เกิดมาจาก ฟรังซิสโก ปิซาร์โร ซึ่งเป็นคนนำกลุ่มนักสำรวจดินแดนชาวสเปน เดินทางจากปานามาเพื่อสำรวจดินแดนทางใต้ และค้นพบจักรวรรดิอินคาในปี ค.ศ.1526 ก่อนที่พวกเขาเห็นโอกาสที่จะได้ค้นพบมหาสมบัติในดินแดนแห่งนี้ จึงกลับมาสำรวจอีกครั้งในปี ค.ศ.1529 และเดินทางกลับไปสเปนเพื่อขอพระราชานุญาตและกำลังสนับสนุนเพื่อยึดครองดินแดนอินคา เมื่อพวกเขากลับมายังเปรู ในปี ค.ศ.1532 บ้านเมืองอินคากำลังวุ่นวายและอ่อนแอ เนื่องจากสงครามแย่งชิงบัลลังก์ระหว่าง อวสการ์ กับ อาตา อวลปา เพิ่งจบลง และเกิดโรคฝีดาษที่แพร่ระบาดมาจากอเมริกากลาง นับเป็นโชคร้ายของชาวอินคาที่มีข้าศึกบุกมาในช่วงเวลานี้ ทั้งนี้ ปีซาร์โรมีกองกำลังทหารเหนือกว่าชาวพื้นเมืองมาก กองทัพสเปนปะทะกับพวกอินคาที่เมืองกาคามาร์กา ในวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ.1532 และสามารถจับตัวอาตาอวลปาไว้เป็นตัวประกันอาตาอวลปาเห็นว่าชาวสเปนสนใจทองคำและเงินมาก จึงเสนอค่าไถ่เป็นทองปริมาณมากพอที่จะเติมห้องขนาดกว้าง 4.8 เมตร ยาว 6.2 เมตรให้สูงถึง 2.5 เมตร
บทความนี้จะพาทุกท่านเที่ยวชม และสักการะพระพุทธรูปทองคำอีกหนึ่งองค์ ที่ตั้งอยู่ในวัดเสถียรวัฒนดิษฐ์ใน ต.บางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ซึ่งวัดแห่งนี้มีความเก่าแก่มาก เดิมมีชื่อว่า “วัดท่ากระบือ” หรือ “วัดท่าควาย” ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากแม่น้ำลพบุรี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย หล่อขึ้นด้วยวัสดุโลหะสัมฤทธิ์ผสมทองคำ มีความสวยงามอ่อนช้อย พระพักตร์อิ่มเอิบ ดังคำอุปมาอุปมัยถึงพระศิลปะสุโขทัยรุ่นนี้ว่า “หน้านางคางหยิก” ซึ่งบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา และความมั่นคงความเจริญพูนสุขของไพร่ฟ้าประชาชนในอาณาจักรสุโขทัย ก่อนที่พระพุทธรูปสุโขทัยองค์นี้จะมาอยู่ที่กุฏิของพระครูไพศาลวัฒนาธร เจ้าอาวาสวัดเสถียรวัฒนดิษฐ์องค์ปัจจุบัน มีประวัติว่าแต่แรกพระพุทธรูปองค์นี้ห่อหุ้มด้วยปูน ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในวิหารร้างกลางป่าช้าด้านหลังวัด (ทิศตะวันตก) มากว่า 100 ปีแล้ว ตรงกับสมัยหลวงพ่อเชย เกจิอาจารย์รุ่นเดียวกับหลวงปู่สุขแห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ซึ่งสมัยนั้นท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ที่ท่านได้ใช้บริเวณดังกล่าว เป็นสถานที่ปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ เนื่องจากเป็นสถานที่สงบและไม่มีคนรบกวน ต่อมาในช่วงที่หลวงพ่ออ่อน ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส หลังจากหลวงพ่อเชยมรณภาพไป ได้มีการบูรณะส่วนต่างๆ ของ วัดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระอุโบสถได้สร้างขึ้นมาใหม่แทนของเดิม ซึ่งชำรุดทรุดโทรมมาก โดยสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2491 จากนั้นชาวบ้านได้ร่วมแรงกันย้ายพระพุทธรูปองค์นี้ออกจากวิหารร้างจนเป็นเหตุให้เกิดรอยร้าวของปูนและเห็นเนื้อแท้
การวิเคราะห์ราคาทองคำในแต่ละครั้ง นักลงทุนส่วนใหญ่จะหันไปให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ผ่านทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เนื่องจากมีความเข้าใจว่าราคาทองคำเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับค่าเงินดอลลาร์นั่นเอง แต่อีกปัจจัยที่นักลงทุนทองคำส่วนใหญ่หลงลืมที่จะติดตามก็คือค่าเงินบาท โดยหากคำนวณการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำในประเทศกับค่าเงินดอลลาร์และค่าเงินบาทนั้น จะพบว่า หากค่าเงินบาทคงที่แต่ราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไป 1 ดอลลาร์ ราคาทองคำในประเทศจะเพิ่มขึ้นประมาณ 15 บาท ขณะที่หากราคาทองคำในตลาดโลกคงที่ แต่ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์เปลี่ยนแปลงไป 10 สตางค์ ราคาทองคำจะเปลี่ยนแปลงไปประมาณ 60 บาท จากความสัมพันธ์ดังกล่าว บางครั้งการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำในตลาดโลกก็ไม่ได้ส่งผลต่อราคาทองคำในประเทศเนื่องจากค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวตรงกันข้าม นอกเหนือจากค่าเงินดอลลาร์แล้ว การติดตามค่าเงินบาทก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องติดตามนั่นเอง ทิศทางค่าเงินบาทในช่วงปลายปีนี้ แนวโน้มเป็นการอ่อนค่า โดยปัจจัยที่มากระทบ มาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ อย่างทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินส่วนใหญ่รวมถึงค่าเงินบาทมีการอ่อนค่าลง โดยในระยะถัดไปหากตัวเลขเศรษฐกิจในภูมิภาคที่สำคัญอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน มีการฟื้นตัวในช่วงปลายปีนี้ การส่งออกที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอีกหนึ่งตัวเร่งให้ภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าได้อีกครั้ง นอกจากปัจจัยต่างประเทศที่มีผลต่อตัวเลขการส่งออกแล้ว ปัจจัยในประเทศก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งหากตัวเลขเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งทำให้ค่าเงินแข็งค่า โดยตัวเร่งเศรษฐกิจที่สำคัญจะอยู่ที่การเร่งใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลใหม่ เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งต้องติดตามต่อว่า การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐนั้น จะสามารถฟื้นเศรษฐกิจที่ฟุบตัวลงในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ และเรียกความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาติได้หรือไม่ โดยสรุปแล้ว ทิศทางค่าเงินบาทในปีหน้าจะขึ้นอยู่กับสามประเด็น นั่นคือ ทิศทางเศรษฐกิจโลกซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกของไทย ประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะเป็นหนึ่งในตัวเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย รวมถึงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาตินั่นเอง
หนึ่งในแหล่งร่อนทองของประเทศไทย จะต้องมีชื่อของ”ทองคำบางตะพาน” หรือ “ทองคำบางสะพาน” รวมอยู่ด้วย เพราะ ทองคำที่พบได้รับการยอมรับว่าเป็นทองคำที่มีความงดงาม สุกปลั่ง และเนื้อทองบริสุทธิ์ แหล่งทองคำบางสะพาน เป็นอีกตำนานหนึ่งบทของการขุดหาทองคำในประเทศไทย แม้ว่าจนถึงขณะนี้เวลาจะผ่านพ้นมาเนิ่นนานแล้ว และเทคโนโลยีการขุดหาทองได้พัฒนารุดหน้าไปมากแล้วแต่ที่ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็ยังคงมีชาวบ้านที่ยังสวมบทนักล่าทองคำ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบเดิมๆ ในการค้นหาสินแร่ที่ถือว่ามีค่า มีราคาอย่างมากในปัจจุบัน การมาตามหาทองบางสะพานครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายนครชัย บุญเย็น หรือลุงจุ่น กรรมการ อบต.ร่อนทอง เป็นคนพาไปดูพื้นที่ที่ชาวบ้านมาร่อนทองกัน โดยลุงจุ่นเล่าว่า การหาทองคำที่ตำบลร่อนทอง ยังเป็นการหาทองคำแบบวิถีชาวบ้าน ซึ่งทำในลักษณะนี้มานานกว่าร้อยปีแล้ว และได้ถ่ายทอดประสบการณ์และเทคนิคในการร่อนหาทองคำจากรุ่นสู่รุ่น ช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนได้พึ่งตนเอง สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยชาวบ้านที่นี่จะใช้เวลาว่างจาก การปลูกสับปะรดมาร่อนทองเป็นอาชีพเสริม ลุงจุ่นยังได้เล่าถึงวิธีการร่อนทองของชาวบ้าน เริ่มต้นจากการไปเลือกพื้นที่ที่จะขุดดิน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนว่าจะเลือกพื้นที่ตรงไหน โดยวิธีการเลือกจะต้องขยำดิน เพื่อดูลักษณะของดิน เพราะถ้าเป็นดินดูเหนียวก็อาจจะมีทองบ้าง แต่ก็จะน้อยกว่าพื้นที่ที่เป็นดินร่วน และวิธีการหาก็จะยุ่งยากกว่า จากนั้นก็จะขุดลึกเป็นบ่อลงไป ลึกบ้างตื้นบ้าง บางคนก็มาขุดซ้ำบ่อเดิม วันไหนมาไม่ทันมีเพื่อนบ้านมาขุดไปก่อน ก็ไปหาบ่อใหม่ขุด ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพราะมันไม่ใช่พื้นที่ของใคร ส่วนวิธีการร่อนของแต่ละคนแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความถนัด บางคนชอบเลียงอันใหญ่ใส่ดินได้เยอะ ส่วนไม้ที่ใช้ทำเลียงก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้ไม้ที่แตกยากๆ เช่น
วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับผ้าซิ่นทองคำ ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่เพียงไม่กี่ผืนเท่านั้น และผืนนี้ถูกจัดแสดงอยู่ที่สาธรพิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.หาดเสี้ยว อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ซึ่งความจริงแล้วในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จะจัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของผ้าทอลายโบราณของชาวไทยพวน บ้านหาดเสี้ยว ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นจกเก้าลายบ้านหาดเสี้ยว ผ้าที่ใช้ในพิธีบวชนาคด้วยขบวนช้าง ผ้าที่ใช้ในพิธีแต่งงาน ซึ่งล้วนเป็นเอกลักษณ์ผ้าทอมือของชาวไทยพวน บ้านหาดเสี้ยว ที่สืบทอดต่อกันมานับร้อยๆปี แต่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีผ้าทองคำจัดแสดงอยู่ 2 ผืนด้วยกัน นายสาธร โสรัจประสพสันติ เจ้าของสาธรพิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของซิ่นทองคำว่า เดิมทีซิ่นทองคำที่ได้มามีเพียงผืนเดียว โดยไปซื้อที่เมืองเชียงตุง ขณะเดินทางไปทัศนะศึกษากับคณะของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งซิ่นทองคำถือเป็นของชั้นสูงของราชสำนักเชียงตุง โดยจะใส่กับชุดไทยใหญ่ เวลาเจ้านายออกท้องพระโรงหรือเวลามีพิธีเฉลิมฉลองครั้งสำคัญ ซึ่งซิ่นทองคำไม่ใช่เอกลักษณ์ของไทย “ซิ่นผืนนี้ถือว่ามีความเก่าแก่พอสมควร และคงจะตกทอดมาหลายรุ่น เพราะสภาพที่ได้มาก็ไม่ถึงกับสมบูรณ์มากนัก โดยซื้อมาในราคา 150,000 บาท ตอนที่ขอซื้อ ไม่คิดว่าเจ้าของจะขายให้ แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกันเจ้าของก็ตัดสินใจขายให้ จากนั้นก็ได้นำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ เมื่อมีนักสะสมของเก่ามาเห็นให้ราคาเพิ่มเป็น 500,000 บาททันที แต่ตนไม่ได้ขายไปและยังคงนำมาแสดงให้ประชาชนได้ชม จนถึงทุกวันนี้” นายสาธรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อได้ซิ่นทองคำมาจึงได้ปรับเปลี่ยนพิพิธภัณฑ์ใหม่ จากเดิมที่ใช้ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ผ้าเก่าบ้านหาดเสี้ยว ซึ่งไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อพิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ เพื่อเรียกความสนใจให้ผู้ที่ผ่านมาผ่านไปได้แวะเข้ามาดู และจะได้ดูของส่วนอื่นๆ
หนึ่งหัวข้อสำคัญที่ถูกพูดถึงและได้รับความสนใจค่อนข้างมากก็คือ ประเด็นเรื่องต้นทุนการผลิต นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่ามีโอกาสน้อยที่ราคาทองคำจะลงไปต่ำกว่าต้นทุนการผลิต แต่การกล่าวถึงต้นทุนดังกล่าว หรือที่ได้ยินกันค่อนข้างหนาหูว่า “ต้นทุนหน้าเหมือง” นั้น ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนถึงที่มาของราคาหน้าเหมืองนั้นๆ บวกกับการขาดคำนิยามที่ชัดเจนถึงต้นทุนการผลิตที่พูดถึง ทำให้นักลงทุนที่ได้ยินอาจเข้าใจผิด และอาจส่งผลเสียต่อการลงทุนในทองคำได้เช่นกัน ซึ่งลองมาทำความรู้จักกับต้นทุนการผลิตอย่างละเอียด พร้อมจับกระแสและแนวโน้มของต้นทุนการผลิตกัน ต้นทุนการผลิตทองคำนั้นถูกแบ่งแยกย่อยเป็นหลายประเภทจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องทราบถึงนิยาม รวมถึงสมการของต้นทุนแต่ละประเภท เพื่อให้เกิดความถูกต้องในการนำตัวเลขดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินใจลงทุน โดนต้นทุนที่รายงานดังกล่าวนำมาใช้มีอยู่สองประเภทนั้น คือ ต้นทุนแบบ Cash Cost และแบบ All in sustaining cost โดยนำมาจากรายงานประจำปี 2556 ของ 8 เหมืองใหญ่ที่มีการผลิต คิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของปริมาณการผลิตทองคำทั้งหมดในปี 2556 โดยแนวโน้มที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ต้นทุน Cash Cost คือต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทองคำโดยตรง บวกกับค่าสัมปทานเหมือง และหักด้วยต้นทุนการผลิตโลหะอื่น ในกรณีที่เหมืองนั้นๆ มีการผลิตโลหะอื่นนอกเหนือจากทองคำ (เรียกว่า By-product credit) หรือสามารถเขียนเป็นสมการง่ายๆ ได้ว่า “ต้นทุน Cash Cost = ต้นทุนการขุด, ต้นทุนการขนส่ง, การหลอมขึ้นรูป
เป็นที่ทราบกันดีสำหรับนักลงทุนทองคำครับว่า ปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อราคาทองคำนั้นอยู่ที่การเคลื่อนไหวของค่าเงินโดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์ซึ่งจะเคลื่อนไหวผกผันกับราคาทองคำ โดยสามารถติดตามและคาดการณ์การเคลื่อนไหวได้ผ่านแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ปัจจัยที่นักลงทุนทองคำส่วนใหญ่หลงลืมที่จะติดตามก็คือค่าเงินบาทนั่นเองครับ โดยหากค่าเงินบาทคงที่แต่ราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไป 1 ดอลลาร์ ราคาทองคำในประเทศจะเพิ่มขึ้น 15 บาท ขณะที่หากราคาทองคำในตลาดโลกคงที่แต่ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์เปลี่ยนแปลงไป 10 สตางค์ ราคาทองคำจะเปลี่ยนแปลงไปประมาณ 60 บาท นั่นหมายความว่า หากราคาทองคำในตลาดโลกเพิ่มขึ้น 4 ดอลลาร์ แต่ค่าเงินบาทแข็งค่า(เป็นผลลบต่อราคาทองคำในประเทศ) 10 สตางค์ ราคาทองคำในประเทศจะไม่ได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลกเลยนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การติดตามค่าเงินบาท ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตาม ซึ่งสามารถติดตามผ่านแนวโน้มเศรษฐกิจไทยนั่นเอง ในบทความชิ้นนี้เราลองมาดูแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีกันดีกว่าครับ เศรษฐกิจไทยในปีนี้ต้องยอมรับว่าค่อนข้างสะบักสะบอมกันพอสมควร โดยประเด็นกดดันอยู่ที่ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นเกือบตลอดครึ่งปีแรก ส่งผลให้การลงทุนลดลงและเป็นผลลบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน จนทำให้เกิดแรงขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรจนเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงต้นปี หลังจากนั้นก็มาเคลื่อนไหวในกรอบ 32-33 บาท และมาแข็งขึ้นอีกครั้งจากการอ่อนค่าลงอย่างหนักของค่าเงินดอลลาร์ หลังจากที่หลายสถาบันออกมาปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกลงและการระบาดของเชื้ออีโบล่า สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 4 นั้น ยังมีโอกาสแข็งค่าอีกครั้ง จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี โดยตัวเร่งที่ให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้นั้นอยู่ที่การเร่งใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลใหม่ เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ยังต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกอีกทางหนึ่ง โดยหากตัวเลขเศรษฐกิจในภูมิภาคที่สำคัญอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่นและจีนมีการฟื้นตัวในช่วงปลายปีนี้ การส่งออกที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอีกหนึ่งตัวเร่งให้ภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าได้อีกครั้ง แต่หากการเร่งเบิกงบประมาณไม่สามารถฟื้นฟูการบริโภคและการลงทุน บวกกับความกังวลต่อภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่จนการส่งออกลดลง ค่าเงินบาทก็อาจอ่อนค่าลงอีกครั้ง
เนื่องจากวันนี้เป็นวันลอยกระทง หลายท่านคงมีสถานที่ที่อยากไปลอยกระทงกันอยู่ในใจแล้ว จะเป็นที่ไหนก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขกันมากๆนะครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านเคยได้เห็นประเพณีการลอยกระทงกันตั้งแต่เด็กๆใช่ไหมครับ ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน จนบางครั้งคนรุ่นใหม่อาจจะไม่เข้าใจถึงความหมายของการลอยกระทงว่า ลอยไปเพื่ออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร วันนี้ผมก็มีสาระเล็กๆน้อยๆมาฝากกันครับ ประวัติความเป็นมาวันลอยกระทง วันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ โดยมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น ลอยเคราะห์ บูชาพระพุทธเจ้า แต่ปัจจุบันนิยมทำเพื่อขอขมา และระลึกถึงพระคุณ พระแม่คงคา ที่ได้อำนวยประโยชน์ต่าง ๆ แก่มนุษย์ โดยประเพณีลอยกระทงมีมาประมาณ ๗๐๐ ปี และได้เข้าสู่ประเทศไทยในสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศ ผู้เป็นพระสนมเอกของพระร่วงเจ้าว่า “ครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่างๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย…” เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงมีพระราชโองการฯให้จัดพิธีลอยกระทงเป็นประจำทุกปี ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองพระราชพิธีนี้จึงได้ถือปฏิบัติเป็นประจำจนกระทั่งบัดนี้ ประเพณีลอยกระทง



