ความเป็นมาของประชาคมอาเซียนและแนวโน้มในอนาคต เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า ก่อนที่จะมีการกล่าวขานกันเรียกว่ากลุ่มประชาคมอาเซียนนั้น เดิมทีได้มีการรวมตัวของกลุ่มประเทศเหล่านี้ภายใต้ชื่อเรียกอื่นว่า สมาคมอาเซียนกันมาก่อน ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ประเทศทั้ง 10 ประเทศในปัจจุบัน ทั้งนี้เดิมทีการดำเนินการจัดตั้งสมาคมอาเซียนนั้นจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ซึ่งในระยะเริ่มแรกนั้น ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ อีก 4 ประเทศ เป็นแกนนำรวมทั้งหมด เป็น 5 ประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วย ไทย สิงค์โปร์ อินโดนีเซียมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่อมามีประเทศบรูไน เวียตนาม ลาว พม่า และกัมพูชาได้เข้ามาร่วมสมทบรวมเป็น 10 ประเทศ ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน และในอนาคตอันใกล้ คาดว่าอาจจะมีประเทศอื่นๆอีก 3 ประเทศ หรืออีก 6 ประเทศเข้ามาร่วมด้วย ประเทศเหล่านี้ประกอบไปด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ดังที่เรียกขานกันในนาม กลุ่ม ASEAN +3 หรือ ASEAN + 6 กันตามลำดับ และเมื่อเป็นเช่นนั้นในอนาคต ประชาคมอาเซียนจะกลายเป็นกลุ่มประชาคมที่มีประชากรจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก หรือประมาณ 3,284 ล้านคนและทำให้เป็นการรวมกลุ่มที่มี สภาพเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่โตมากกว่าการรวมกลุ่มของภูมิภาคอื่นๆ ในโลก ดังที่มีผู้รู้หลายท่านได้กล่าวว่าจะเท่ากับประมาณ 22% ของ GDP ของโลกทีเดียว ในระยะแรกของการเป็นสมาคมอาเซียน ผู้นำในประเทศเหล่านี้ก็ได้ให้ความร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในด้านต่างๆ จนกระทั่งในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ.2546 ได้มีการเห็นพ้องต้องกันว่าถึงเวลาแล้วที่กลุ่มประเทศทั้ง 10 นี้ น่าจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านต่างๆ ให้ทัดเทียมกับการการรวมกลุ่มในภูมิภาคอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรป อเมริกาเหนือ
Author Archives: Gold
สวัสดีท่านสมาชิกทุกท่าน ย่างเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2555 กันแล้วนะครับ ปีนี้ราคาทองคำร้อนแรงน้อยกว่าปีที่แล้วที่สามารถสร้าง All time High ได้ในเดือนสิงหาคม ขณะที่หลายสำนักต่างคาดการณ์กันว่าในปีหน้าฟ้าใหม่ 2556 ราคาทองคำจะสามารถกลับมาดึงดูดใจนักลงทุนได้อีกครั้ง ทำให้จุลสารฉบับส่งท้ายของปีนี้ขอข้ามไปจับประเด็นร้อนของปีหน้าโดยการติดตามคาดการณ์ทำให้สามารถจับประเด็นได้ว่าเรื่องร้อนในปีหน้าคงหนีไม่พ้น US Fiscal crisis, Eurozone debt crisis และ Expansion Monetary policy นอกเหนือจากนี้ยังมีการซื้อขายเก็งกำไรและการสะสมของบรรดากลุ่มนักลงทุนระยะยาว โดยมีปัจจัยที่น่าจะกระทบต่อราคาดังนี้ ทิศทางราคาทองคำในปี 2556 ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยเดิมในปี 2555 โดยเฉพาะนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางจีน (PBOC) จากการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ซึ่งเชื่อว่าจะยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2556 จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการคลังสหรัฐฯ (Fiscal Cliff) และปัญหาหนี้สินยุโรป ส่วนจีนนั้นต้องมีการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มมากขึ้นจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจแม้จะไม่ได้เป็น Hard Landing อย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่เศรษฐกิจที่กลับมาเติบโตแบบเลขตัวเดียวในปี 2555 ก็ถือว่ากระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ นโยบายทางการเงินสหรัฐฯ เชื่อว่าจะมีการผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขึ้นอยู่กับผลกระทบของ Fiscal
สวัสดีท่านสมาชิกทุกท่านครับ พบกันเป็นประจำกับจุลสารของสมาคมค้าทองคำ สำหรับเดือนกันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งเดือน ที่ราคาทองคำมีความผันผวนโดยสามารถปรับขึ้นใกล้ระดับ US$1,790 อีกครั้งแม้จะมีการอ่อนตัวลงบ้าง แต่ก็ถือว่าโดยรวมนั้น ตลาดทองคำ ค่อนข้างสดใสในเดือนที่ผ่านมา ประเด็นที่สนับสนุนการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำก็คงหนีไม่พ้นมาตรการ QE3 ที่รอคอยกัน ขณะที่ประเด็นยุโรป ที่อยู่คู่กับตลาดทองคำในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มมีเรื่องราวให้ต้องจับตาอีกครั้ง กรีซซึ่งเป็นประเทศที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหนี้สินต่อเนื่องถึงสเปน ซึ่งเป็นประเทศที่หลายสำนักบอกว่าน่าหนักใจขนานแท้ โดยปัญหาหนี้ยุโรปในช่วง 2 ปีมานี้ บางช่วงบางจังหวะก็กระทบในเชิงบวก บางช่วงก็กลับมาเป็นปัจจัยเชิงลบ ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนส่วนใหญ่มองผลกระทบในเชิงใด ดังนั้น ฉบับนี้จึงขอลงประเด็นยุโรปให้มากขึ้น ทั้งตัวกลไก ที่ถือเป็นความหวัง และสเปนที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวิกฤติครั้งนี้ รวมถึงกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่เชื่อว่าจะมีบทบาทกับราคาทองคำมากขึ้น รู้จักความหวังของยูโรโซน (ESM) หลังจากความชัดเจนในมาตรการ QE3 ซึ่งถือเป็นความหวังของนักลงทุนในตลาดผ่านพ้นไป ประเด็นที่มีการจับตาต่อมา คือ ยุโรป ที่ถือเป็นประเด็นติดตาม สเปนถือเป็นตัวแปรสำคัญ โดยมีกลไกที่ถือเป็นความหวังคือการทำงานของ ECB และอีกหนึ่งความหวังคือกลไก ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินยุโรปหรือที่รู้จักกันในนามของ ESM ซึ่งล่าสุดเพิ่งมีข่าวดีกันไป ในประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนี ได้ตัดสินให้การจัดตั้งกองทุนที่รัฐบาลเยอรมนีเอาเงินภาษีของประเทศไปอุดหนุนไม่ผิดต่อกฏหมาย
มาตามติดประเด็นที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในช่วงเดือนก่อน จากวาทะนายกรัฐมนตรีเยอรมนีนางแองเจลา เมอร์เคล ที่สนับสนุนแนวทางของนายมาริโอ ดาร์กี้ประธาน ECB ในประเด็นการช่วยเหลือยูโรโซน ผลของคำพูดดังกล่าว ทำให้ yield ของพันธบัตรรัฐบาลสเปนปรับลดลงทันทีเทียบจาก yield พันธบัตรอายุ 10 ปีของสเปนที่อยู่ใกล้ระดับ 7% ลดลงเหลือประมาณ 6.45% จึงอาจจะกล่าวได้ว่าวาทะของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีที่กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีมีมูลค่าหลายพันล้านยูโรทีเดียว ECB และรัฐบาลยูโรโซนยังไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่ยูโรเดียว เพื่อซื้อพันธบัตรสเปนก็ทำให้ปัญหาต้นทุนทางการเงินสเปนผ่อนคลายลงได้ และถ้าเรานับรวมผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่ นายมาริโอ ดาร์กี้ พูดไว้ในช่วงปลายเดือนที่แล้ว yield พันธบัตรสเปนอายุ 10 ปีลดลงกว่า 76 basis points หรือกว่า 11% ทำให้ปัจจุบันสเปนมีส่วนต่างของผลตอบแทนพันธบัตร อายุ 10 ปีเทียบเยอรมนี(benchmark) 5.04% ลดลงเกือบ 0.8% เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ในช่วง Great Depression ในช่วงปี 1930 ระบบธนาคารก็สร้างปัญหาไม่น้อยจากการนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น หลังจากวิกฤติได้มีการออกกฎในการควบคุมธนาคาร (The Glass Steagall Act) โดยให้แยกธุรกิจธนาคารพาณิชย์
เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่น่าสนใจจึงขอหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน เป็นเรื่องการกำหนดให้ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ทำแผนในการฟื้นฟูรวมถึงแผนการปิดกิจการ ซึ่งถือเป็นการวางกรอบในอนาคตกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นในภาคธนาคาร ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่าวิกฤติ Subprime ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเสียเงินภาษีไปเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะพยุงไม่ให้ธนาคารขนาดใหญ่ล้มระเนระนาด จากนั้นเกิดคำถามมากมายว่าเหมาะสมแล้วหรือไม่ที่ธนาคารประกอบกิจการโดยมีความเสี่ยงในการลงทุนสินทรัพย์ ปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพเพื่อหวังผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ สุดท้ายพอขาดทุนก็ให้ประชาชนผู้เสียภาษีรับภาระ แต่ช่วงที่ธนาคารทำกำไรมหาศาลจากธุรกรรมที่มีความเสี่ยงผลประโยชน์ กลับตกอยู่ในมือคนไม่กี่กลุ่ม การออกกฎระเบียบในการควบคุมธนาคารนี้ถือเป็นการป้องกันเงินภาษีของประชาชนอเมริกันในอนาคต นอกจากนี้ยังทำให้ธนาคารจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งในมุมมองของผมก็ถือว่าเหมาะสมเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกในอนาคต เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ในช่วง Great Depression ในช่วงปี 1930 ระบบธนาคารก็สร้างปัญหาไม่น้อยจากการนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น หลังจากวิกฤติได้มีการออกกฎในการควบคุมธนาคาร (The Glass Steagall Act) โดยให้แยกธุรกิจธนาคารพาณิชย์ (Commercial banking) และ ธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment banking) กฎดังกล่าวทำให้ธุรกิจที่เป็นลักษณะ Shadow banking เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยระบบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางทางการเงินด้านการลงทุน ตัวอย่างเช่น กองทุนป้องกันความเสี่ยง (hedge fund) ซึ่งธุรกิจนี้สามารถนำเงินไปลงทุนในตราสารที่มีความซับซ้อนซึ่งเงินนั้นได้มาจากการก่อหนี้ ผลทางอ้อมคือทำให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ อย่างมากมาย การเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ธนาคารที่รับฝากเงินเกิดความเสียเปรียบและเรียกร้องให้มีการผ่อนคลายกฏเกณฑ์ในเวลาต่อมา ท้ายที่สุดธนาคารต่าง ๆ ก็ต่างเดินเข้าสู่วังวนแห่งผลประโยชน์และสร้างความเสี่ยงมากมายในการประกอบธุรกิจ ในยามที่เศรษฐกิจดีธนาคารเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้จำนวนมากและทำให้ยิ่งมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
สวัสดีผู้ค้าทองคำทุกท่านครับ ย่างเข้าเดือนที่ 7 ของปี ต้องบอกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา สำหรับตลาดทองคำนั้น เรามีเดือนที่ตลาดสดใสอยู่ 2 เดือน คือมกราคมและกุมภาพันธ์หลังจากนั้นก็เข้าสู่ภาวะตลาดหมีแต่ก็เป็นธรรมดาของราคาสินทรัพย์นะครับที่มีขึ้นก็มีลง สำหรับฉบับนี้สาระน่ารู้ที่อยากจะเล่าสู่กันฟังคือกฏในการขายทองคำของธนาคารกลางขนาดใหญ่หรือ Central Bank Gold Agreement (CBGA) ซึ่งหลายท่านคงเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้ว การศึกษาเรื่องกฏการซื้อขายนอกจากจะเป็นการเพิ่มเติมความรู้ด้านทองคำแล้วยังได้เห็นมุมมองของผู้ถือรายใหญ่อย่างธนาคารกลางสำคัญในชาติยุโรป ว่าในช่วงที่ผ่านมามีมุมมองเช่นไรกับทองคำ Central Bank Gold Agreement เริ่มใช้ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2542 (ค.ศ. 1999) โดยในข้อตกลงเป็นการจำกัดจำนวนขั้นต้นในการขายทองคำของธนาคารกลางสำคัญโดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งปัจจุบัน Central Bank Gold Agreement (CBGA) อยู่ในฉบับที่ 3 (CBGA3)ในแต่ละฉบับกินระยะเวลา 5 ปี และมีกรอบในการขายในแต่ละปีในจำนวนที่ไม่เกินกว่าข้อตกลงที่ตั้งกันไว้ CBGA1 (27 ก.ย. 2542 – 26 ก.ย. 2547) กำหนดให้ธนาคารกลางที่อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์นี้ขายทองคำออกได้ไม่เกินปีละ 400 ตัน
หากจะพูดถึงการลงทุนในทองคำแล้วนั้น นักลงทุนหลายท่านนิยมลงทุนในทองคำ เนื่องจากเห็นว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยง ทั้งความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ (Inflation Hedging) ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Hedging) การตกต่ำของภาวะเศรษฐกิจ (Economic Crisis) และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (Political Risk) ซึ่งในวันนี้เราจะมาดูข้อมูลที่จะช่วยยืนยันว่า “การลงทุนในทองคำ สามารถป้องกันความเสี่ยงและลดผลขาดทุนจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง และสงครามได้” จากการศึกษาของ World Gold Council (WGC) ในบทความเรื่อง Gold : hedging against tail risk ซึ่งนำมาลงไว้ใน Website ของ SPDRGOLDSHARE (www.spdrgoldshares.com) พบว่า การถือครองทองคำในพอร์ตการลงทุนจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน และลดความเสี่ยงในการขาดทุนลงได้ ซึ่งหากจัดสรรการลงทุนทองคำในระดับต่ำระหว่าง 2.5% และ 9.0% จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ 1% และ 2% ตามลำดับ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 1987-2010 ที่มีวิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น “Black Monday” ในช่วงเดือน ต.ค. ปี 1987, “วิกฤตการณ์
สวัสดีสมาชิกวารสารทองคำทุกท่านครับ ราคาทองคำในช่วงไตรมาสแรกของปีถือว่าผันผวนในกรอบที่ค่อนข้างกว้าง (ระหว่าง 1,564–1,790 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและการลงทุนจำเป็นต้องให้ความระมัดระวัง การมีเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับประกอบการตัดสินใจลงทุนถือเป็นสิ่งที่สำคัญ การเลือกเครื่องมือในการประกอบการตัดสินใจลงทุนในทองคำ แนวทางที่ถือเป็นที่นิยมและกำลังเติบโตอย่างมากจากตลาดภายในประเทศคือการวิเคราะห์จากกราฟทางเทคนิค (Technical Analysis) ซึ่งในมุมมองส่วนตัวประกอบกับการใช้งานจริงในการใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแนะนำการลงทุนในทองคำและสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) ต้องบอกว่า Technical สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจได้ดีกว่าปัจจัยพื้นฐาน เนื่องจาก ทองคำนั้นไม่สามารถหามูลค่าที่เหมาะสมได้ ราคาทองคำที่ขึ้นลงเป็นไปตามอารมณ์ของตลาดและอารมณ์ที่ว่านี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ทำให้กราฟทางเทคนิคสามารถใช้ประโยชน์ได้ดี ด้วยคุณสมบัติที่ใช้เป็นเครื่องมือที่วัดอารมณ์ของตลาด นอกจากนี้การศึกษา Technical ยังใช้เวลาน้อยกว่าและใช้เวลาในการวิเคราะห์น้อยกว่าเช่นกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักลงทุนในประเทศจะหันมาให้ความสนใจศึกษา Technical อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าเรากลับไปมองศาสตร์ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคเมื่อสัก 8-9 ปีที่แล้ว การหาหนังสือที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคดี ๆ บนแผงหนังสืออาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ปัจจุบันมีการเขียนและการตีพิมพ์อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมีการใช้กันในการวิเคราะห์สินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ค่าเงิน รวมไปถึงทองคำ ซึ่งแน่นอนว่า Technical ยังเป็นเครื่องไม้เครื่องมือประจำตัวของนักวิเคราะห์เช่นกัน ประโยชน์ของการวิเคราะห์ทางเทคนิคมีอยู่หลายประการ แต่ส่วนที่สำคัญคือเรื่องของการหาจังหวะในการเข้าซื้อและหาจังหวะในการขาย ซึ่งเป็นสิ่งที่จะกำหนดกำไรขาดทุนของนักลงทุน นอกจากนี้เครื่องมือทางเทคนิคยังบอกถึงแนวโน้มของราคาและจุดที่ต้องระมัดระวัง หลายครั้งที่ผ่านมาปัจจัยทางเทคนิคสามารถบอกสัญญาณได้รวดเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งที่ผ่านมากับการใช้เครื่องมือทางเทคนิค ผมว่า 70-80% สามารถบอกได้ ซึ่งสำหรับนักลงทุนก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการลงทุน ในมุมมองของผู้ค้าทองคำ การบริหารจัดการสต็อกทองคำที่ตนเองมีอยู่นั้นก็ถือเป็นหัวใจในการดำเนินกิจการผู้ค้าหลายท่านสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำจากการบริหารสต็อกทองคำที่มีอยู่นอกเหนือจากการค้าทองปกติ จากประโยชน์ดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนในทองคำหรือจะเป็นผู้ค้า การเรียนรู้เครื่องมือในแขนงนี้ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ การศึกษาการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค (Technical Analysis) ทำได้หลายวิธี โดยวิธีที่ง่ายคือ การซื้อหนังสือมาอ่านเองที่บ้าน แต่หลายครั้งที่วิธีนี้ไม่ประสบความสำเร็จนัก เนื่องจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ บางครั้งด้วยเนื้อหาอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Policy) เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลระบบการเงินของโลก ซึ่งมีหน้าที่หลักก็คือ การจัดระเบียบระบบการเงิน และกำกับดูแลเศรษฐกิจของโลกให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย รวมทั้งการสร้างเงินสำรองระหว่างประเทศใดประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ อย่างเช่น ประเทศไทยที่เคยขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 มาแล้วและด้วยบทบาทของ IMF คงหลีกไม่พ้นกับการเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ทองคำ จุดกำเนิดเริ่มต้นของกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็มีความเกี่ยวพันกับสินทรัพย์ทองคำ เนื่องมาจากว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ถูกสร้างขึ้น เพื่อคอยดูแลไม่ให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากระบบการเงิน ภายหลังจากที่มีการล่มสลายของระบบการเงินของโลกอย่างระบบมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ซึ่งจากชื่อก็บ่งบอกได้อย่างดีว่า ทองคำได้มีบทบาทสำคัญในระบบการเงินนี้ โดยที่เงินตราของประเทศต่าง ๆ จะถูกกำหนดค่าที่แน่นอนเทียบกับ น้ำหนักของสินทรัพย์ทองคำ ซึ่งก็คืออัตราแลกเปลี่ยนนั่นเอง จากการที่ยังไม่มีเงินสกุลหลักของโลก เหมือนอย่างในปัจจุบันที่สามารถกล่าวได้ว่าเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสกุลหลักของโลกและเรียกอัตราดังกล่าวว่า Mint Parity และได้เปลี่ยนเป็นการกำหนดค่าเสมอภาค (Par Value) ที่กำหนดให้เทียบค่าเงิน ในประเทศเทียบกับน้ำหนักทองคำที่แน่นอน คือ 1 ทรอยออนซ์ (หรือประมาณ 28.349 กรัม) เพื่อให้มีความสะดวกในการติดต่อค้าขายกันระหว่างประเทศ แต่ได้กลายเป็นว่าทุกประเทศต่างแข่งกันลดค่าเงินของตัวเองเพื่อให้มีความได้เปรียบจากการค้าขายในสภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคุกรุ่น สุดท้ายแล้ว ระบบมาตรฐานทองคำก็ได้ล่มสลายไป ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของระบบมาตรฐานทองคำก็คือ การขาดผู้ดูแลในการกำกับระบบมาตรฐานการเงินให้เศรษฐกิจโลกสามารถเคลื่อนไปพร้อมกันได้ ดังนั้น เมื่อระบบเบรตตันวูดส์










