Category Archives: บทความน่าสนใจ

หลังจบวิกฤติ…ถึงเวลาเช็คบิล

เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่น่าสนใจจึงขอหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน เป็นเรื่องการกำหนดให้ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ทำแผนในการฟื้นฟูรวมถึงแผนการปิดกิจการ ซึ่งถือเป็นการวางกรอบในอนาคตกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นในภาคธนาคาร ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่าวิกฤติ Subprime ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเสียเงินภาษีไปเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะพยุงไม่ให้ธนาคารขนาดใหญ่ล้มระเนระนาด จากนั้นเกิดคำถามมากมายว่าเหมาะสมแล้วหรือไม่ที่ธนาคารประกอบกิจการโดยมีความเสี่ยงในการลงทุนสินทรัพย์ ปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพเพื่อหวังผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ สุดท้ายพอขาดทุนก็ให้ประชาชนผู้เสียภาษีรับภาระ แต่ช่วงที่ธนาคารทำกำไรมหาศาลจากธุรกรรมที่มีความเสี่ยงผลประโยชน์ กลับตกอยู่ในมือคนไม่กี่กลุ่ม การออกกฎระเบียบในการควบคุมธนาคารนี้ถือเป็นการป้องกันเงินภาษีของประชาชนอเมริกันในอนาคต นอกจากนี้ยังทำให้ธนาคารจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งในมุมมองของผมก็ถือว่าเหมาะสมเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกในอนาคต เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ในช่วง Great Depression ในช่วงปี 1930 ระบบธนาคารก็สร้างปัญหาไม่น้อยจากการนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น หลังจากวิกฤติได้มีการออกกฎในการควบคุมธนาคาร (The Glass Steagall Act) โดยให้แยกธุรกิจธนาคารพาณิชย์ (Commercial banking) และ ธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment banking) กฎดังกล่าวทำให้ธุรกิจที่เป็นลักษณะ Shadow banking เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยระบบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางทางการเงินด้านการลงทุน ตัวอย่างเช่น กองทุนป้องกันความเสี่ยง (hedge fund) ซึ่งธุรกิจนี้สามารถนำเงินไปลงทุนในตราสารที่มีความซับซ้อนซึ่งเงินนั้นได้มาจากการก่อหนี้ ผลทางอ้อมคือทำให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ อย่างมากมาย การเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ธนาคารที่รับฝากเงินเกิดความเสียเปรียบและเรียกร้องให้มีการผ่อนคลายกฏเกณฑ์ในเวลาต่อมา ท้ายที่สุดธนาคารต่าง ๆ ก็ต่างเดินเข้าสู่วังวนแห่งผลประโยชน์และสร้างความเสี่ยงมากมายในการประกอบธุรกิจ ในยามที่เศรษฐกิจดีธนาคารเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้จำนวนมากและทำให้ยิ่งมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

กฏในการขายทองคำของธนาคารกลางขนาดใหญ่ หรือ Central Bank Gold Agreement (CBGA)

สวัสดีผู้ค้าทองคำทุกท่านครับ ย่างเข้าเดือนที่ 7 ของปี ต้องบอกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา สำหรับตลาดทองคำนั้น เรามีเดือนที่ตลาดสดใสอยู่ 2 เดือน คือมกราคมและกุมภาพันธ์หลังจากนั้นก็เข้าสู่ภาวะตลาดหมีแต่ก็เป็นธรรมดาของราคาสินทรัพย์นะครับที่มีขึ้นก็มีลง สำหรับฉบับนี้สาระน่ารู้ที่อยากจะเล่าสู่กันฟังคือกฏในการขายทองคำของธนาคารกลางขนาดใหญ่หรือ Central Bank Gold Agreement (CBGA) ซึ่งหลายท่านคงเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้ว การศึกษาเรื่องกฏการซื้อขายนอกจากจะเป็นการเพิ่มเติมความรู้ด้านทองคำแล้วยังได้เห็นมุมมองของผู้ถือรายใหญ่อย่างธนาคารกลางสำคัญในชาติยุโรป ว่าในช่วงที่ผ่านมามีมุมมองเช่นไรกับทองคำ Central Bank Gold Agreement เริ่มใช้ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2542 (ค.ศ. 1999) โดยในข้อตกลงเป็นการจำกัดจำนวนขั้นต้นในการขายทองคำของธนาคารกลางสำคัญโดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งปัจจุบัน Central Bank Gold Agreement (CBGA) อยู่ในฉบับที่ 3 (CBGA3)ในแต่ละฉบับกินระยะเวลา 5 ปี และมีกรอบในการขายในแต่ละปีในจำนวนที่ไม่เกินกว่าข้อตกลงที่ตั้งกันไว้ CBGA1 (27 ก.ย. 2542 – 26 ก.ย. 2547) กำหนดให้ธนาคารกลางที่อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์นี้ขายทองคำออกได้ไม่เกินปีละ 400 ตัน

“ทองคำ”สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

หากจะพูดถึงการลงทุนในทองคำแล้วนั้น นักลงทุนหลายท่านนิยมลงทุนในทองคำ เนื่องจากเห็นว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยง ทั้งความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ (Inflation Hedging) ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Hedging) การตกต่ำของภาวะเศรษฐกิจ (Economic Crisis) และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (Political Risk) ซึ่งในวันนี้เราจะมาดูข้อมูลที่จะช่วยยืนยันว่า “การลงทุนในทองคำ สามารถป้องกันความเสี่ยงและลดผลขาดทุนจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง และสงครามได้” จากการศึกษาของ World Gold Council (WGC) ในบทความเรื่อง Gold : hedging against tail risk  ซึ่งนำมาลงไว้ใน Website ของ SPDRGOLDSHARE (www.spdrgoldshares.com) พบว่า การถือครองทองคำในพอร์ตการลงทุนจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน และลดความเสี่ยงในการขาดทุนลงได้ ซึ่งหากจัดสรรการลงทุนทองคำในระดับต่ำระหว่าง 2.5% และ 9.0% จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ 1% และ 2% ตามลำดับ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 1987-2010 ที่มีวิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น “Black Monday” ในช่วงเดือน ต.ค. ปี 1987, “วิกฤตการณ์

กราฟทางเทคนิค เครื่องมือพิชิตการลงทุนทอง

สวัสดีสมาชิกวารสารทองคำทุกท่านครับ ราคาทองคำในช่วงไตรมาสแรกของปีถือว่าผันผวนในกรอบที่ค่อนข้างกว้าง (ระหว่าง 1,564–1,790 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและการลงทุนจำเป็นต้องให้ความระมัดระวัง  การมีเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับประกอบการตัดสินใจลงทุนถือเป็นสิ่งที่สำคัญ การเลือกเครื่องมือในการประกอบการตัดสินใจลงทุนในทองคำ แนวทางที่ถือเป็นที่นิยมและกำลังเติบโตอย่างมากจากตลาดภายในประเทศคือการวิเคราะห์จากกราฟทางเทคนิค (Technical Analysis) ซึ่งในมุมมองส่วนตัวประกอบกับการใช้งานจริงในการใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแนะนำการลงทุนในทองคำและสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) ต้องบอกว่า Technical สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจได้ดีกว่าปัจจัยพื้นฐาน เนื่องจาก ทองคำนั้นไม่สามารถหามูลค่าที่เหมาะสมได้ ราคาทองคำที่ขึ้นลงเป็นไปตามอารมณ์ของตลาดและอารมณ์ที่ว่านี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ทำให้กราฟทางเทคนิคสามารถใช้ประโยชน์ได้ดี ด้วยคุณสมบัติที่ใช้เป็นเครื่องมือที่วัดอารมณ์ของตลาด นอกจากนี้การศึกษา Technical ยังใช้เวลาน้อยกว่าและใช้เวลาในการวิเคราะห์น้อยกว่าเช่นกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักลงทุนในประเทศจะหันมาให้ความสนใจศึกษา Technical อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าเรากลับไปมองศาสตร์ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคเมื่อสัก 8-9 ปีที่แล้ว การหาหนังสือที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคดี ๆ บนแผงหนังสืออาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ปัจจุบันมีการเขียนและการตีพิมพ์อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมีการใช้กันในการวิเคราะห์สินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ค่าเงิน รวมไปถึงทองคำ ซึ่งแน่นอนว่า Technical ยังเป็นเครื่องไม้เครื่องมือประจำตัวของนักวิเคราะห์เช่นกัน ประโยชน์ของการวิเคราะห์ทางเทคนิคมีอยู่หลายประการ แต่ส่วนที่สำคัญคือเรื่องของการหาจังหวะในการเข้าซื้อและหาจังหวะในการขาย ซึ่งเป็นสิ่งที่จะกำหนดกำไรขาดทุนของนักลงทุน นอกจากนี้เครื่องมือทางเทคนิคยังบอกถึงแนวโน้มของราคาและจุดที่ต้องระมัดระวัง หลายครั้งที่ผ่านมาปัจจัยทางเทคนิคสามารถบอกสัญญาณได้รวดเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งที่ผ่านมากับการใช้เครื่องมือทางเทคนิค ผมว่า 70-80% สามารถบอกได้ ซึ่งสำหรับนักลงทุนก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการลงทุน ในมุมมองของผู้ค้าทองคำ การบริหารจัดการสต็อกทองคำที่ตนเองมีอยู่นั้นก็ถือเป็นหัวใจในการดำเนินกิจการผู้ค้าหลายท่านสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำจากการบริหารสต็อกทองคำที่มีอยู่นอกเหนือจากการค้าทองปกติ จากประโยชน์ดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนในทองคำหรือจะเป็นผู้ค้า การเรียนรู้เครื่องมือในแขนงนี้ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ การศึกษาการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค (Technical Analysis) ทำได้หลายวิธี โดยวิธีที่ง่ายคือ การซื้อหนังสือมาอ่านเองที่บ้าน แต่หลายครั้งที่วิธีนี้ไม่ประสบความสำเร็จนัก เนื่องจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ บางครั้งด้วยเนื้อหาอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ

IMF กับทองคำ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Policy) เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลระบบการเงินของโลก ซึ่งมีหน้าที่หลักก็คือ การจัดระเบียบระบบการเงิน และกำกับดูแลเศรษฐกิจของโลกให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย รวมทั้งการสร้างเงินสำรองระหว่างประเทศใดประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ อย่างเช่น ประเทศไทยที่เคยขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 มาแล้วและด้วยบทบาทของ IMF คงหลีกไม่พ้นกับการเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ทองคำ จุดกำเนิดเริ่มต้นของกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็มีความเกี่ยวพันกับสินทรัพย์ทองคำ เนื่องมาจากว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ถูกสร้างขึ้น เพื่อคอยดูแลไม่ให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากระบบการเงิน ภายหลังจากที่มีการล่มสลายของระบบการเงินของโลกอย่างระบบมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ซึ่งจากชื่อก็บ่งบอกได้อย่างดีว่า ทองคำได้มีบทบาทสำคัญในระบบการเงินนี้ โดยที่เงินตราของประเทศต่าง ๆ จะถูกกำหนดค่าที่แน่นอนเทียบกับ น้ำหนักของสินทรัพย์ทองคำ ซึ่งก็คืออัตราแลกเปลี่ยนนั่นเอง จากการที่ยังไม่มีเงินสกุลหลักของโลก เหมือนอย่างในปัจจุบันที่สามารถกล่าวได้ว่าเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสกุลหลักของโลกและเรียกอัตราดังกล่าวว่า Mint Parity และได้เปลี่ยนเป็นการกำหนดค่าเสมอภาค (Par Value) ที่กำหนดให้เทียบค่าเงิน ในประเทศเทียบกับน้ำหนักทองคำที่แน่นอน คือ 1 ทรอยออนซ์ (หรือประมาณ 28.349 กรัม) เพื่อให้มีความสะดวกในการติดต่อค้าขายกันระหว่างประเทศ แต่ได้กลายเป็นว่าทุกประเทศต่างแข่งกันลดค่าเงินของตัวเองเพื่อให้มีความได้เปรียบจากการค้าขายในสภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคุกรุ่น สุดท้ายแล้ว ระบบมาตรฐานทองคำก็ได้ล่มสลายไป ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของระบบมาตรฐานทองคำก็คือ การขาดผู้ดูแลในการกำกับระบบมาตรฐานการเงินให้เศรษฐกิจโลกสามารถเคลื่อนไปพร้อมกันได้ ดังนั้น เมื่อระบบเบรตตันวูดส์

ทองคำกำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่(Gold Bubble) หรือไม่?!

มาถึงวันนี้ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่าอาจจะค้างคาใจใครหลาย ๆ คนมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จนมาถึงวันนี้หลายคนฟันธงไปแล้ว หลายคนยังมีความหวัง และหลายคนก็ยังสองจิตสองใจ นั่นก็คือสองคำถามคาใจว่าช่วงปลายปีที่แล้วที่ราคาทองคำขึ้นไปถึง $1,900/oz นั้น เป็นฟองสบู่หรือเป็น Gold Bubble หรือเปล่า หรือว่าเป็นธรรมชาติของราคาทองคำที่ไม่แปลกอะไร แล้วราคาปัจจุบันที่ $1,600/oz นี้ นับว่ายังเป็น Bubble อยู่อีกมั้ย ก่อนอื่นเรามาทบทวนกันก่อนครับว่า ทำไมเรื่องฟองสบู่นี้ถึงได้กลับมาพูดกันกับทองคำ ถ้ายังจำได้เมื่อหลายปีก่อน ราคาทองคำแกว่งตัวอยู่วันละ $5~$10 เวลาราคาปรับตัวแรง ๆ $20 เราก็จะบอกว่ามันผันผวน แล้วพอราคาปรับตัวอย่างมีทิศทาง เราก็มักจะบอกว่าเวลาราคาโดนทิ้งก็จะทิ้งครั้งละ $100 หรือขึ้นก็ขึ้นครั้งละ $100 จากนั้นก็กลับมาแกว่งตัวแคบ ๆ $5~$10 เหมือนเดิม พอมาปีที่แล้ว ช่วงเดือนสิงหาคม เราเห็นราคาทองปรับตัวบวกอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่ $1,600/oz ไปจนถึง $1,900/oz จากนั้นก็ทิ้งกลับลงมาที่ $1,700/oz แล้วก็ขึ้นไป $1,900/oz อีกรอบ ก่อนจะทิ้งแรง ๆ กลับลงมาที่ $1,600/oz อีกครั้งในเดือนกันยายน

แก้วิกฤติด้วยสภาพคล่อง…ดันราคาทองขึ้นฟ้า

สวัสดีครับท่านผู้อ่านวารสารทองคำทุกท่านครับ เข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เหมือนเพิ่งจะ Jingle bell กันไปหยก ๆ เวลาไม่รอใครจริง ๆ ฉบับนี้ว่ากันไปตามกระแสเช่นเคย สำหรับตลาดทองคำในช่วงเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมา ถ้าให้เล่น 20 คำถาม ว่าปัจจัยใดที่ให้คุณและโทษกับราคาทองมากที่สุด??? ให้ทาย 2 ครั้ง แต่ผมว่าครั้งเดียวก็ถูก ไม่พ้น QE ครับ ย้อนอดีตไปช่วงต้นปี ทองขึ้น เพราะคาดหวัง QE3 ของ FED ต่อมาไม่นาน FED บอกยังไม่มีความจำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายเพิ่ม น้องทองก็หักหัวเอาดื้อ ๆ หลังจากนั้นก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามความอ่อนไหวของนักลงทุนในตลาด ซึ่งผมเชื่อว่าคนเหล่านี้ดูซีรีส์เกาหลีแล้วน้ำตานองกันทุกคนแน่ ๆ เพราะอ่อนไหวถึงไหวมาก พอตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีหน่อยก็คิดว่า FED คงไม่ทำแล้ว QE อย่าไปรอ วันถัดมาตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีขึ้นเล็กน้อย (ซึ่งเมื่อก่อนมองกันผ่าน ๆ) เน้นว่ายังดีคือเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ “นักวิเคราะห์” คาด ก็บอกว่าอย่างนี้ FED

การใช้ทองคำของไทยในสมัยสุโขทัยและอยุธยา

The use of gold in Thailand during the Sukhothai and Ayutthaya periods
ในสมัยสุโขทัยมีหลักฐานการใช้ทองคำเป็นเครื่องราชบรรณาการ และการสร้างพระพุทธรูปด้วยทองคำ  รวมทั้งภาชนะอื่นๆ  เช่น  ตลับและผอบเล็กๆ  สำหรับใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  หรือทำเป็นเจดีย์ขนาดเล็ก และเครื่องประดับ เช่น แหวน ต่างหู กำไล  ฯลฯ  แหล่งทองคำในสมัยนั้น  ส่วนหนึ่งได้มาจากเมืองบางสะพาน  ซึ่งปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์   และอีกส่วนหนึ่งนำเข้ามาจากประเทศจีน ในสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้ปรากฏหลักฐานจากบันทึกการเดินทางของชาวต่างประเทศ เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา คือ ชาวโปรตุเกส ซึ่งเข้ามา ติดต่อค้าขายใน พ.ศ. ๒๐๕๔ ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ได้กล่าวไว้ว่า สินค้าออกของประเทศสยาม ได้แก่ ครั่ง กำยาน ไม้ฝาง ตะกั่ว เงิน ดีบุก ทองคำ และงาช้าง โดยชาวสยามนำภาชนะที่ทำด้วย ทองแดง ทองคำ และเครื่องประดับที่ทำจากเพชร และทับทิมไปขายด้วย ตลาดคู่ค้าที่สำคัญคือ จีน มะละกา กัมพูชา เบงกอล ในบันทึกยังกล่าวต่อไปอีกว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามส่งผู้แทนพระองค์ไปพบอัลฟองโซ เดอ- อัลบูร์เกอร์กี ผู้สำเร็จราชการโปรตุเกส ที่เมืองมะละกา
PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com