ทองคำยังคงแข็งแกร่งท่ามกลางตลาดโลกที่ชะลอตัว โดยไทยและอินโดนีเซียเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุปสงค์ในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่นักลงทุนรุ่นใหม่และบัญชีออมทองช่วยหนุนการเติบโตภายในประเทศ
สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำทั่วโลก โดยรวมทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 1,269 ตัน
เนื่องจาก ราคาทองคำปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้ความต้องการทองคำในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับประมาณ 2,522 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนในประเทศไทยยังคงแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 2 โดยไทยเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญ ร่วมกับอินโดนีเซีย ช่วยขับเคลื่อนอุปสงค์ทองคำทั่วภูมิภาคอาเซียนให้แข็งแกร่ง
ไทยมีความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำสำหรับการลงทุนในไตรมาสที่ 2 สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562 โดยเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับ 10.9 ตัน เนื่องจาก การปรับฐานราคาทองคำในประเทศได้กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อในจังหวะราคาอ่อนตัว
ขณะที่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกทรงตัวโดยลดลงเพียง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาสที่ 2 ส่วนอุปสงค์ในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษในไตรมาสแรก
ส่วนอุปสงค์ในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษในไตรมาสแรก ในทางกลับกัน ความต้องการในตลาดซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ (OTC) ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในเอเชีย อยู่ที่ 327 ตันในไตรมาสที่ 2 และอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 571 ตันในครึ่งปีแรก ความต้องการเครื่องประดับทองคำในประเทศไทยลดลง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 1.6 ตันในไตรมาสที่ 2
เนื่องจากความผันผวนของราคาทองคำบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมทั่วโลก โดยราคาทองคำที่อยู่ในระดับสูงกดดันให้ความต้องการเครื่องประดับทองคำทั่วโลกลดลง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 278 ตัน
เนื่องจากผู้บริโภคซื้อทองคำน้อยลงและหันไปเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหนักเบาลง อย่างไรก็ตาม มูลค่าความต้องการเครื่องประดับทองคำยังคงแข็งแกร่ง โดยในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่ารวมทั่วโลก 8.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลกของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ตลาดทองคำของไทยยังคงแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 2
แม้ความต้องการลงทุนในทองคำจะชะลอลงจากระดับสูงในช่วงต้นปี แต่ความสนใจของนักลงทุนไทยยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยนักลงทุนจำนวนมากกลับเข้าซื้อทองคำในช่วงที่ราคาปรับตัวอ่อนลง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในตลาดยังสะท้อนว่า นักลงทุนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในตลาดทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน บัญชีออมทองได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากคนรุ่นใหม่มองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินและภาวะตลาด “เมื่อมองไปข้างหน้า เราคาดว่าความต้องการด้านการลงทุนในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคอาเซียนจะยัง
คงได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่อง ภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอยู่มากประกอบกับบทบาทของทองคำที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในการเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยง ของพอร์ตการลงทุนจะยิ่งช่วยตอกย้ำความสนใจของนักลงทุนทั่วทั้งภูมิภาค
และเมื่อการเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนทองคำขยายตัวมากขึ้น ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพที่ดีในการรักษาบทบาทการเป็นแหล่งอุปสงค์ทองคำที่สำคัญต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า”
การลงทุนในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำ (ETF) รวมถึงทองคำแท่งและเหรียญทองคำลดลงมาอยู่ที่ 262 ตันในไตรมาสที่ 2 เนื่องจากราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงทำให้แรงส่งจากช่วงต้นปีชะลอตัว การลดลงดังกล่าวมีสาเหตุมาจากกระแสเงินไหลออกจากกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำ (ETF) ที่มีทองคำแท่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิงจำนวน 45 ตันในไตรมาสที่ 2
อย่างไรก็ตาม ความต้องการลงทุนในกองทุน ETF ในครึ่งปีแรกยังคงเป็นบวกอยู่ที่ 18 ตัน โดยเอเชียเป็นภูมิภาคที่โดดเด่นที่สุดของโลกในช่วงครึ่งปีแรก ด้วยยอดเงินไหลเข้าสุทธิรวม 70 ตัน แม้จะเผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออกรายเดือนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิถุนายนก็ตาม
ในไตรมาสที่ 2 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสำรองสุทธิรวม 289 ตัน เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้กิจกรรมการซื้อทองคำจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาสที่ 2 แต่ยอดซื้อสะสมในช่วงครึ่งปีแรกยังคงต่ำกว่าระดับที่เห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเข้าซื้อชะลอตัวในไตรมาสแรก
ผลการสำรวจการถือครองทองคำสำรองของธนาคารกลางประจำปีของสภาทองคำโลก ระบุว่า 45%ของผู้ตอบแบบสำรวจมีแผนเพิ่มการถือครองทองคำสำรองในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทองคำยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่อง
อุปทานทองคำโดยรวมในไตรมาสที่ 2 ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,269 ตัน โดยปริมาณการผลิตจากเหมืองและการรีไซเคิลเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม ปริมาณทองคำจากเหมืองเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 966 ตัน ขณะที่การรีไซเคิลลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูงขึ้นก็ตาม

คุณหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโส สภาทองคำโลก กล่าวว่า “ราคาทองคำซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปีเริ่มชะลอลง และพลิกกลับเข้าสู่ทิศทางปรับฐานในไตรมาสที่ 2 หลังจากทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยภาพรวมราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัว
อย่างไรก็ดี ปัจจัยพื้นฐานของตลาดทองคำยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์เพื่อการกระจายความเสี่ยง และเป็นเครื่องมือรักษามูลค่าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
แม้กระแสเงินลงทุนในกองทุน ETF ทองคำจะชะลอลงตามทิศทางราคา แต่การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางและการเติบโตของการลงทุนในตลาด OTC มีส่วนสนับสนุนให้อุปสงค์ทองคำรวมเพิ่มขึ้น 2% ในครึ่งปีแรก สำหรับครึ่งหลังของปี 2569 การลงทุนยังคงมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตหลัก แต่องค์ประกอบของอุปสงค์อาจเปลี่ยนแปลง โดยกิจกรรมในตลาด OTC และอุปสงค์จากนักลงทุนในเอเชียคาดว่าจะเข้ามามีบทบาทที่โดดเด่นขึ้น
ในขณะที่ความสนใจในกองทุน ETF ทองคำของนักลงทุนตะวันตกนั้นอาจมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง รวมถึงแนวโน้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ ในส่วนของธนาคารกลางนั้น ยังคงเป็นผู้ซื้อรายสำคัญ แม้จังหวะการซื้ออาจช้าลงเล็กน้อยจากช่วงสี่ปีที่ผ่านมา
ส่วนราคาทองคำที่ยังสูงจะยังคงสร้างแรงกดดันต่อปริมาณความต้องการเครื่องประดับ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคอาจยังคงเลือกถือครองทองคำแทนการนำออกมาขาย โดยยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการรีไซเคิลทองคำจะเพิ่มขึ้น”
ขอบคุณข้อมูลจาก: World Gold Council
