สภาพคล่องเกี่ยวอะไรกับราคาทอง ทั้งสองอย่างไม่ได้เกี่ยวดองกันโดยสายเลือดครับ แต่สัมพันธ์กันในสองสาเหตุด้วยกัน ประการแรก การเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณจะส่งผลต่อมูลค่าตามหลักการของ Supply ซึ่งการลดมูลค่าลงของสกุลเงินจะส่งผลต่ออำนาจการซื้อ ดังนั้นผู้ออมเงินที่มีการถือครองสกุลเงินอยู่ก็จะทำการเปลี่ยนการถือครองสกุลเงิน (ที่มีแนวโน้มว่าจะอ่อนมูลค่าลงในอนาคต) มาเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าด้วยตัวของมันเองอย่างพวก Real asset รวมถึงทองคำด้วยเช่นกัน ประการที่สอง การเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องในตลาดจะส่งผลต่อราคาสินทรัพย์โดยรวมในเชิงบวก ลองคิดภาพตามนะครับ เวลาที่เงินมีจำนวนมากขึ้นตามหลักการในการบริหารเงิน เราให้มันอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเมื่อเวลาผ่านไป มันจะลดมูลค่าลงเรื่อย ๆ จากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น การมีเงินเพิ่มขึ้นยิ่งเป็นการทำให้ “แหล่งที่ไปของเงิน” มีการเปลี่ยนแปลง โดยการเพิ่มขึ้นจากเงินที่ไหลเข้า นอกจากนี้สิ่งที่ตามมาคือความผันผวนของราคาสินทรัพย์ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นการคาดการณ์ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด การผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน (QE) เพิ่มเติมจึงมีผลต่อราคาทองคำอย่างเลี่ยงไม่ได้คำถามคือ จะเกิดอีกไหม มาตรการสภาพคล่องต้องกลับไปที่จุดเริ่มต้นว่าวิกฤติหรือการถดถอยทางเศรษฐกิจจบหรือยัง ถ้ายัง โอกาสที่จะกลับมาใช้มาตรการสภาพคล่องก็ยังมีอยู่ ซึ่งในมุมนี้ผมมองว่ายัง โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่หลายประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างช้า ๆ ผ่านมาตรการรัดเข็มขัด ดังนั้นการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินอาจจะดำเนินต่อไปในฝั่งยุโรป ขณะที่สหรัฐฯ อาจจะซื้อเวลาได้นานกว่าจากเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ยังไม่เป็นตัวกระตุ้นให้ FED ต้องหันมา Print เงินใหม่ ซึ่งโอกาสในการทำ QE นั้นก็ยังถือว่าไม่หมดไป ดังนั้นบนเงื่อนไขที่การผ่อนคลายนโยบายทางการเงินยังมีอยู่ต่อไป ในอนาคตทองคำก็จะยังทะยานได้อย่างสง่างาม แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหมดบุญสภาพคล่องเมื่อใด การเข้าสู่ช่วงขาลงก็คงไม่นานเกินรอ สำหรับวันนี้ลากันแค่นี้ครับ พบกันใหม่ฉบับหน้านะครับ…

ที่มา : คอลัมน์ “สะเก็ดทอง โดย จูเก๋อเลี่ยง”
วารสารทองคำ ฉบับที่ 35 โดยสมาคมค้าทองคำ
