สมาคมค้าทองคำ เข้าร่วม สัมมนาย่อย “การประเมินความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง รายภาคธุรกิจ” ครั้งที่ 2 จัดโดย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (สว.มธ.) ณ ห้องปรินซ์บอลรูม 2 ชั้น 11 อาคาร 1 โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธ.ค. 68 ที่ผ่านมา การสัมมนาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอรูปแบบวิธีการ ประเมินความเสี่ยงรายภาคธุรกิจ พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จากการสัมมนาฯ มาใช้เป็นแนวทางการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมต่อ กล่มธุรกิจค้าอัญมณี เพชรพลอย ทองคำ หรือเครื่องประดับที่ประดับด้วยอัญมณี เพชรพลอย หรือทองคำ
Tag Archives: ปปง.
แผนงานของ สำนักงาน ปปง. ที่จะทำงานร่วมกับสมาคมค้าทองคำในปีนี้จะมีเรื่องอะไรบ้าง ปีนี้ สำนักงาน ปปง. ยังคงทำงานร่วมกับสมาคมฯ ให้มากที่สุด โดยจะพยายามดึงผู้ประกอบการค้าทองคำได้รับรู้รับทราบเกี่ยวเรื่องกฎหมายฟอกเงินและเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดย ปปง. ต้องการให้ภาคธุรกิจเข้ามาช่วยสนับสนุนในเรื่อง ของการป้องกันอาชญากรรมการฟอกเงิน แต่ในกฎหมายมี การบัญญัติแนวทางปฏิบัติไว้หลายเรื่อง การที่ ปปง. มีทีม ออกไปช่วยในการดูแลกับผู้ประกอบการ ก็เพราะต้องการบอกว่าเราสามารถที่จะเดินไปด้วยกันได้ เพราะฉะนั้นแผนในปี 2568 ปปง.มุ่งเน้นให้ธุรกิจได้มีความเข้าใจ รับรู้รับทราบเกี่ยวกับกฎหมายฟอกเงิน เจตนารมณ์ และวิธีปฏิบัติให้มากที่สุด ผู้ประกอบการภาคธุรกิจก็ต้องแสดงเจตนาที่จะให้ความ ร่วมมือกับ ปปง. ในการที่ปฎิบัติตามกฎหมายฟอกเงิน ด้วย การเข้ามาลงทะเบียนในระบบ ที่ ปปง. จัดทำขึ้นเพื่ออำนวย ความสะดวกให้กับภาคธุรกิจ ที่เรียกว่า ระบบสารสนเทศเพื่อ การประเมินความเสี่ยงและบริหารจัดการคดีของผู้มีหน้าที่รายงาน หรือ Risk Assessment and Case Management for Reporting Entities System หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า AMRAC หมายถึงการเข้ามาสำแดงตนว่าเป็นผู้ประกอบการได้รับรู้ รับทราบแล้ว
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา สมาคมค้าทองคำ ร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดอบรม “เรียนรู้กฎหมาย ปปง. สำหรับผู้มีหน้าที่รายงาน” รุ่นที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ว่าด้วยการจัดให้มีการฝึกอบรมแก่ผู้มีหน้าที่รายงาน ตามมาตรา 13 และมาตรา 16 พ.ศ. 2563 กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจัดให้มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับกฎหมาย ปปง. อย่างน้อย 6 ชั่วโมง โดยการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้สมาชิกสมาคมค้าทองคำ รวมถึงบุคคลภายนอกที่มีหน้าที่รายงานตามมาตรา 13 และมาตรา 16 ได้พัฒนาตนเองและมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของหลักสูตรการฝึกอบรม ตามที่สำนักงาน ปปง. กำหนด และให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถจัดทำหรือควบคุมการจัดทำรายงานการทำธุรกรรม การจัดให้ลูกค้าแสดงตน หรือการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าได้อย่างถูกต้องต่อไป การจัดอบรมครั้งนี้มีทั้ง 2 รูปแบบ คือ แบบในห้องเรียน (Classroom) ณ ห้องประชุมชั้น 12 อาคารคณะสังคมศาสตร์และแบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Zoom โดยผู้เข้าร่วมโครงการต้องเข้าร่วมอบรมตลอดระยะเวลาการฝึกอบรมเป็นเวลา 6 ชั่วโมง และต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบหลังเสร็จสิ้น
แผนงานของ สำนักงาน ปปง. ที่จะทำงานร่วมกับสมาคมค้าทองคำในปีนี้จะมีเรื่องอะไรบ้าง ปีนี้ สำนักงาน ปปง. ยังคงทำงานร่วมกับสมาคมฯ ให้มากที่สุด โดยจะพยายามดึงผู้ประกอบการค้าทองคำได้รับรู้รับทราบเกี่ยวเรื่องกฎหมายฟอกเงินและเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดย ปปง. ต้องการให้ภาคธุรกิจเข้ามาช่วยสนับสนุนในเรื่อง ของการป้องกันอาชญากรรมการฟอกเงิน แต่ในกฎหมายมี การบัญญัติแนวทางปฏิบัติไว้หลายเรื่อง การที่ ปปง. มีทีม ออกไปช่วยในการดูแลกับผู้ประกอบการ ก็เพราะต้องการบอกว่าเราสามารถที่จะเดินไปด้วยกันได้ เพราะฉะนั้นแผนในปี 2568 ปปง.มุ่งเน้นให้ธุรกิจได้มีความเข้าใจ รับรู้รับทราบเกี่ยวกับกฎหมายฟอกเงิน เจตนารมณ์ และวิธีปฏิบัติให้มากที่สุด ผู้ประกอบการภาคธุรกิจก็ต้องแสดงเจตนาที่จะให้ความ ร่วมมือกับ ปปง. ในการที่ปฎิบัติตามกฎหมายฟอกเงิน ด้วยการเข้ามาลงทะเบียนในระบบ ที่ ปปง. จัดทำขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจ ที่เรียกว่า ระบบสารสนเทศเพื่อ การประเมินความเสี่ยงและบริหารจัดการคดีของผู้มีหน้าที่รายงาน หรือ Risk Assessment and Case Management for Reporting Entities System หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า AMRAC หมายถึงการเข้ามาสำแดงตนว่าเป็นผู้ประกอบการได้รับรู้ รับทราบแล้ว หากว่าผู้ประกอบการยังมีข้อสงสัยสามารถ
หลังจากที่ได้เกิดข่าวกรณีที่มีพระภิกษุได้นำปัจจัยที่ได้รับมาซื้อทองคำ หรือมีกรณีที่นำเงินของวัดหรือของมูลนิธิ มาซื้อทองคำโดยอ้างว่าจะนำไปหล่อสร้างพระพุทธรูป หรือสร้างพระบูชา ซึ่งเรื่องนี้ได้มีสมาชิกร้านค้าทองคำสอบถามว่า ทางร้านสามารถทำธุรกรรมได้หรือไม่ และต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างไรบ้าง เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบของสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทางทีมงานวารสารทองคำจึงได้ไปสอบถามกับ พ.ต.ท.ชัยชนะ กาญจนะคช ผู้อำนวยการส่วนกำกับและตรวจสอบ 7 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้รับข้อมูลมาดังนี้ กรณีที่พระภิกษุได้มาทำธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำหรือ ลงทุนเทรดทองคำ กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ และกฎหมายฟอกเงินก็ไม่ได้ห้ามทำเช่นกัน แต่ผู้ประกอบการจะมีประเด็นเรื่อง การบริหารความเสี่ยงของลูกค้าที่ต้องดำเนินการตามที่กฎหมายระบุไว้อย่างเคร่งครัด เพราะเป็นลูกค้าที่มิได้ประกอบธุรกิจ แต่ดำเนินกิจกรรมเป็นผลให้ได้มาซึ่งเงินสดหรือโดยไม่มีแหล่งที่มาอย่างชัดเจน การบริหารความเสี่ยง เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินเพื่อระบุตัวตน และพิสูจน์ทราบตัวตนของลูกค้าด้วยการทำ KYC เหมือนกับกรณีที่ลูกค้ามาซื้อทองคำ ไม่ว่าจะขอดูบัตรประชาชน หรือบัตรประจำตัวพระภิกษุสงฆ์ที่หน่วยงานราชการออกให้การสอบถามที่มาของเงินที่นำมาซื้อทองคำ สอบถามวัตถุประสงค์ ของการนำทองคำไปใช้ และผู้ที่สั่งซื้อทองคำ ผู้ที่จ่ายเงินซื้อทองคำ และคนที่รับของจะต้องเป็นคนเดียวกัน จากนั้นต้องกำหนดระดับความเสี่ยงต่ำหรือระดับความเสี่ยงสูงสำหรับลูกค้าแต่ละราย ตรวจทานความเคลื่อนไหวในการทำธุรกรรมให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า การระบุตัวตนและพิสูจน์ทราบตัวตนของลูกค้าต้องสอดคล้อง กับระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์หรือบริการ การทบทวนการประเมินความเสี่ยง จนถึงขั้นตอนการยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับลูกค้าแต่ละราย และต้องเก็บรักษาข้อมูลการแสดงตน พ.ต.ท.ชัยชนะฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าผู้ประกอบการได้ข้อมูลแล้ว ต้องพิจารณาว่าข้อมูลดังกล่าวน่าเชื่อถือหรือไม่ แหล่งที่มาของเงินชัดเจนหรือไม่ และซื้อในปริมาณมากผิดปกติหรือไม่ หรือธุรกรรมที่ทำเป็นลักษณะของการเทรด Gold Online หรือ Gold Future
ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในแวดวงการค้าทองคำคงหนีไม่พ้นเรื่องกฎหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวได้มีการประกาศใช้มาระยะหนึ่งแล้วแต่ผู้ประกอบการหลายรายยังปฎิบัติตามไม่ถูกต้อง ประกอบกับทาง ปปง. มีนโยบายที่จะลงสุ่มตรวจการปฎิบัติงานของร้านค้าทองคำ ว่าทำได้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ทำให้ สมาคมค้าทองคำ ต้องเร่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ เกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว ผ่านทางช่องทางการสื่อสารของสมาคมฯ รวมถึงได้ร่วมมือกับสำนักงาน ปปง. และคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดโครงการอบรม “ข้อปฏิบัติของร้านทองตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน” เพื่อให้สมาชิกสมาคมฯ สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างทั่วถึง โดยการจัดงานจะมีทั้งรูปแบบ onsite และ online คุณธีรเดช สินธพเรืองชัย เลขาธิการสมาคมค้าทองคำกล่าวถึงผลการจัดสัมมนาว่า ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ มีผู้มาเข้าร่วมฟังในงานประมาณ 80 คน และรับฟังรับชมผ่านทางออนไลน์ ประมาณ 300-400 คน ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่มากในระดับหนึ่ง แต่หากจะเทียบกับปริมาณผู้ประกอบการทั่วประเทศแล้วก็ยังถือว่าน้อยมาก อย่างไรก็ดี การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นโครงการนำร่องก่อนที่สมาคมฯ จะเตรียมจัดโครงการสัมมนาสัญจรไปยังภูมิภาคต่างๆ ในปี 2567 ซึ่งเป็นการช่วยกระจายข้อมูลไปยังผู้ประกอบการในแต่ละจังหวัด โดยคาดว่าจะมีการจัด 3-4 ครั้งทั่วประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างประชุมของคณะอนุกรรมการค้าปลีก ร่วมกับที่ปรึกษาของกรรมการสมาคมฯ ว่าควรจะจัดที่จังหวัดใดบ้าง และเนื้อหาที่จะไปอบรมจะประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง แต่หลักๆ ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย ปปง.
หลังจากที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการร้านค้าทองคำ ให้ความสำคัญกับการนำส่งข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของท่าน (เช่น ข้อมูลการจดทะเบียน ขนาดกิจการ ลักษณะผลิตภัณฑ์และบริการ ช่องทางการให้บริการ การควบคุมความเสี่ยง เป็นต้น) เพื่อประกอบการประเมินความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ผ่านระบบสารสนเทศเพื่อการประเมินความเสี่ยงและบริหารจัดการคดีของผู้มีหน้าที่รายงาน (Risk Assessment and Case Management for Reporting Entities System : AMRAC) ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ประกอบการบางส่วนให้ความร่วมมือส่งข้อมูลดังกล่าวในระบบ AMRAC แล้ว แต่ยังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ดำเนินการ พ.ต.ท.ชัยชนะ กาญจนะคช ผู้อำนวยการส่วนกำกับ และตรวจสอบ 7 กล่าวว่า ล่าสุด สำนักงาน ปปง. ได้ออกประกาศ เรื่อง แนวทางการส่งข้อมูลการประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับ การฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพื่อประโยชน์แก่การกำกับและตรวจสอบผู้มีหน้าที่รายงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. ให้ผู้ประกอบอาชีพค้าอัญมณี เพชรพลอย ทองคำ หรือเครื่องประดับที่ประดับด้วยอัญมณี เพชรพลอย หรือทองคำ ส่งข้อมูลการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ผ่านระบบสารสนเทศเพื่อการประเมินความเสี่ยงและบริหารจัดการคดีของผู้มีหน้าที่รายงาน (Risk Assessment
การบังคับใช้กฎหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการร้านค้าทองคำให้ความสนใจเป็นพิเศษ หลายคนอาจจะมีคำถามในหลายๆ แง่มุมเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายที่ค่อนข้างจะเข้มงวด และมีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ล่าสุด ทางสำนักงาน ปปง. กำลังดำเนินการอย่างจริงจังที่จะดึงให้ผู้ประกอบการมาลงทะเบียนในระบบสารสนเทศ เพื่อการประเมินความเสี่ยงและการบริหารจัดการคดีของผู้มีหน้าที่รายงาน หรือระบบ AMRAC หากไม่ดำเนินการก็จะมีบทลงโทษตามกฎหมายด้วย ซึ่งวารสารทองคำฉบับนี้ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณพีรธร วิมลโลหการ ผู้อำนวยการ กองกำกับและตรวจสอบ สำนักงาน ปปง. โดยได้สอบถามในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสำคัญของกฎหมาย ปปง. รวมถึงแนวทางการปฎิบัติที่ผู้ประกอบการควรรับทราบ อยากให้พูดถึงความสำคัญของกฎหมาย ปปง. สำนักงาน ปปง. มีหน้าที่ต้องประเมินความเสี่ยงระดับชาติ และประเมินความเสี่ยงในหลายภาคธุรกิจ ว่าภาคธุรกิจไหนมีความเสี่ยงที่จะถูกอาชญากรนำไปใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินได้มากที่สุด ซึ่งผลการประเมินในปี 2565 ที่ผ่านมา พบว่าธุรกิจประเภทค้าทองคำ อัญมณี เพชรพลอย ถูกประเมินว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ที่อาชญากรนำมาใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน และจากพยานแวดล้อมอื่นๆ พบว่ามีการไปยึดทองคำที่เป็นของกลางจากการจับกุมอาชญากร และพบข้อมูลว่าอาชญากรมีการซื้อทองคำหรือขายทองคำเพื่อเป็นช่องทางในการฟอกเงินด้วย นอกจากนั้น สำนักงาน ปปง. ยังมีหน้าที่จะต้องประเมินความเสี่ยงของแต่ละนิติบุคคลที่ประกอบอาชีพค้าทองคำ เพราะว่าอาชีพค้าทองคำอยู่ในมาตรา 16(2) ที่เป็นผู้มีหน้าที่รายงาน และจากข้อมูลพบว่ามีร้านทองและอัญมณีทั้งหมดอยู่ประมาณ 10,000 ร้านค้า ที่ต้องมาลงทะเบียนในฐานข้อมูลของ ปปง. ที่เรียกว่า
สมาคมค้าทองคำ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดโครงการอบรม “เรียนรู้กฎหมาย ปปง. สำหรับผู้มีหน้าที่รายงาน” รุ่นที่ 2 โดยจัดขึ้นตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ว่าด้วยการจัดให้มีการฝึกอบรมแก่ผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา 13 และมาตรา 16 พ.ศ. 2563 โดยมีสมาชิกสมาคมค้าทองคำ รวมถึงบุคคลภายนอกที่มีหน้าที่รายงานตามมาตรา 13 และมาตรา 16 เข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติม หรือหากยังไม่เคยเข้ารับการฝึกอบรมให้ได้เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อให้สามารถจัดทำหรือควบคุมการจัดทำรายงานการทำธุรกรรม การจัดให้ลูกค้าแสดงตนและการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า ได้อย่างถูกต้องต่อไปทั้งนี้ การจัดอบรมรุ่นที่ 2 ได้จัดขึ้นทั้งแบบในห้องเรียน (Classroom) ณ ห้องประชุมชั้น 12 อาคารคณะสังคมศาสตร์ ตึก 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และแบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น Zoom ในวันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564 ระหว่างเวลา 9.00-16.00น. โดยผู้เข้าร่วมอบรมต้องเข้าอบรมตลอดการฝึกอบรมเป็นเวลา 6 ชั่วโมง และต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบหลังเสร็จสิ้นการอบรม รวมกันทั้ง 6 รายวิชาไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 จึงจะได้รับหนังสือรับรองการเป็นผู้ผ่านการฝึกอบรม ที่มา :
เรื่องของการทำความเข้าใจ และการปฎิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ยังคงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการร้านค้าทองคำหลายรายกำลังประสบปัญหาอยู่ แม้ว่าที่ผ่านมา ทั้งทาง ปปง. และสมาคมค้าทองคำ จะพยายามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในรูปแบบต่างๆ ทั้งการจัดสัมมนาหรือการให้ข้อมูลผ่านทางช่องทางการสื่อสารของสมาคมฯ ไปแล้ว แต่ผู้ประกอบค้าทองคำก็ยังมีข้อสงสัยในแนวทางปฎิบัติ และกังวลว่าหากทำไม่ถูกต้องอาจจะเกิดปัญหาตามมาในอนาคต ขณะที่ ปปง. ก็เตรียมที่จะลงพื้นที่สุ่มตรวจการปฎิบัติงานของร้านค้าทองคำ ว่าทำได้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ทำให้คณะกรรมการของสมาคมค้าทองคำได้เข้าหารือกับทางผู้บริหารของ ปปง. เพื่อหาแนวทางทำงานร่วมกันในการให้ความรู้ และแนวทางปฎิบัติที่ถูกต้องกับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ คุณเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการธุรกิจค้าทองคำเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม พรบ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และฉบับที่แก้ไขจนถึงปัจจุบัน และ พรบ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559 ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับต้องใช้ปฏิบัติควบคู่กันไป เพื่อตัดวงจรอาชญากรรม และดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดทั้ง 28 มูลฐานความผิด ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ เช่น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เป็นต้น ทั้งนี้ ในการตัดวงจรอาชญากรรมนั้น จะต้องใช้มาตรการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด ที่ผู้กระทำความผิดนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดไปทำการฟอกเงิน ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่เหล่าอาชญากรนิยมนำเงินที่ได้จากการทำความผิดมาแปรสภาพ เพราะเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง










