ชาวมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนประมาณ 240 ล้านคน และมีความต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์เป็นจำนวนมากในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านโควตาทำให้ผู้แสวงบุญต้องรอคิวเป็นระยะเวลานานหลายปี ส่งผลให้กองทุนฮัจญ์มีบทบาทสำคัญในการบริหารเงินออมเพื่อรักษามูลค่าและกำลังซื้อในระยะยาว ภายใต้กรอบการลงทุนที่สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม ลักษณะและบทบาทของกองทุนฮัจญ์ กองทุนฮัจญ์เป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการออมสำหรับการประกอบพิธีฮัจญ์ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่ (1) การรักษามูลค่าเงินออมของผู้ฝาก และ (2) การสร้างผลตอบแทนในระยะยาวเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในอนาคต ในหลายประเทศ ผู้แสวงบุญอาจต้องรอคิวนานถึง 10–30 ปี ทำให้การบริหารสินทรัพย์ของกองทุนจำเป็นต้องคำนึงถึงความมั่นคงและประสิทธิภาพของพอร์ตการลงทุน เพื่อรักษากำลังซื้อของเงินออมในระยะยาว โครงสร้างการลงทุนและข้อจำกัด ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า กองทุนฮัจญ์โดยทั่วไปมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสอดคล้องกับหลักชะรีอะฮ์ ได้แก่ ตราสารหนี้อิสลาม (Sukuk) หุ้นที่ผ่านการคัดกรอง และอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดในด้านการกระจายความเสี่ยง และอาจเผชิญความผันผวนจากตลาดการเงิน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของพอร์ตในระยะยาว บทบาทของทองคำในเชิงกลยุทธ์ ทองคำถูกเสนอให้เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่สามารถเสริมพอร์ตการลงทุนของกองทุนฮัจญ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีคุณลักษณะสำคัญ ดังนี้ -ประการแรก การเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทนต่อความเสี่ยง โดยการจัดสรรทองคำในสัดส่วนประมาณ 5–15% สามารถช่วยลดการขาดทุนในช่วงตลาดผันผวน และเพิ่มเสถียรภาพของพอร์ต -ประการที่สอง การทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีฮัจญ์มักอ้างอิงกับสกุลเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินริยาลซาอุดีอาระเบีย
Category Archives: บทความน่าสนใจ
สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญในประเทศไทยพุ่งสูงแตะ 10 ตัน ซึ่งเป็นไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งที่สุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2562 ด้วยมีมูลค่าที่เติบโตสูงถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า รายงานยังระบุว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ความต้องการทองคำทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 1,231 ตัน แม้ปริมาณความต้องการทองคำจะเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง แต่มูลค่ากลับพุ่งสูงถึงระดับ 1.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกหันมาสนใจทิศทางราคาทองคำและคุณสมบัติในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ผลักดันให้ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 474 ตัน ตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มีการซื้อทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป
ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับสภาวะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน ไปจนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และความผันผวนของตลาด ทั้งผู้บริโภคและนักลงทุนต่างเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ดึงดูดความสนใจนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ในฐานะสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร แต่เป็นปัจจัยสำคัญเชิงกลยุทธ์ในแง่ของภาพรวมการลงทุน สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ได้เปิดเผยรายงาน Gold as a Strategic Asset – 2026 edition ที่ชี้ว่าทองคำมีข้อดีหลายอย่าง ได้แก่ ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว การกระจายความเสี่ยง และการเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ทองคำเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ยอดเยี่ยมในการเสริมหุ้นและพันธบัตร โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับความเสี่ยงในวงจรการลงทุนของสินทรัพย์ต่าง ๆ นอกจากนี้ สภาทองคำโลกยังชี้ว่า การให้ความสำคัญกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในกลยุทธ์การลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น จะยิ่งช่วยยกระดับความน่าสนใจของทองคำอีกด้วย เนื่องจาก ทองคำมีขั้นตอนการทำเหมืองและผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ มีการรับรองตามมาตรฐาน ESG ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศอีกด้วย คุณสมบัติในการเสริมพอร์ตการลงทุน สำหรับนักลงทุนไทย ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนต้องเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจาก ความผันผวนของตลาดโลก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ รายงานจาก World
“ดาต้าเซ็นเตอร์เจ๊ง ตลาดล่วงหน้า CME หยุดซื้อขาย สะเทือน “ทองคำ” ค่าเงิน ยันกาแฟ” ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ https://www.bangkokbiznews.com/finance/1209725 ตลาดล่วงหน้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก CME ในชิคาโก ประกาศหยุดการซื้อขายชั่วคราว หลังศูนย์ข้อมูลเกิดขัดข้องจากปัญหาระบบหล่อเย็น สะเทือนการซื้อขายสินทรัพย์ทั่วโลก บลูมเบิร์กรายงานว่า การซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สและออปชั่นในตลาด Chicago Mercantile Exchange (CME) ต้องถูกระงับลงชั่วคราวในวันศุกร์นี้ (28 พ.ย.) เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นในดาต้าเซ็นเตอร์ ตามข้อมูลจากโฆษกของ CME Group ซึ่งประจำอยู่ที่สิงคโปร์ “เนื่องจากปัญหาด้านระบบทำความเย็นที่ศูนย์ข้อมูลของ CyrusOne ตลาดของเราจึงถูกระงับการซื้อขายอยู่ในขณะนี้” โฆษกของ CME Group ระบุในแถลงการณ์ “ทีมสนับสนุนกำลังทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะอันใกล้ และจะแจ้งรายละเอียดการเปิดทำการล่วงหน้า (Pre-Open) ให้ลูกค้าทราบทันทีที่พร้อม” ทั้งนี้ CME หรือตลาดล่วงหน้าชิคาโก เป็นหนึ่งในตลาดซื้อขายตราสารอนุพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมสินทรัพย์หลากหลายประเภทตั้งแต่ หุ้น พันธบัตร สกุลเงิน ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ และ กาแฟ สัญญาต่างๆ รวมถึงน้ำมันดิบสหรัฐ น้ำมันเบนซิน และน้ำมันปาล์ม ซึ่งซื้อขายบนตลาด Bursa
แผนงานของ สำนักงาน ปปง. ที่จะทำงานร่วมกับสมาคมค้าทองคำในปีนี้จะมีเรื่องอะไรบ้าง ปีนี้ สำนักงาน ปปง. ยังคงทำงานร่วมกับสมาคมฯ ให้มากที่สุด โดยจะพยายามดึงผู้ประกอบการค้าทองคำได้รับรู้รับทราบเกี่ยวเรื่องกฎหมายฟอกเงินและเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดย ปปง. ต้องการให้ภาคธุรกิจเข้ามาช่วยสนับสนุนในเรื่อง ของการป้องกันอาชญากรรมการฟอกเงิน แต่ในกฎหมายมี การบัญญัติแนวทางปฏิบัติไว้หลายเรื่อง การที่ ปปง. มีทีม ออกไปช่วยในการดูแลกับผู้ประกอบการ ก็เพราะต้องการบอกว่าเราสามารถที่จะเดินไปด้วยกันได้ เพราะฉะนั้นแผนในปี 2568 ปปง.มุ่งเน้นให้ธุรกิจได้มีความเข้าใจ รับรู้รับทราบเกี่ยวกับกฎหมายฟอกเงิน เจตนารมณ์ และวิธีปฏิบัติให้มากที่สุด ผู้ประกอบการภาคธุรกิจก็ต้องแสดงเจตนาที่จะให้ความ ร่วมมือกับ ปปง. ในการที่ปฎิบัติตามกฎหมายฟอกเงิน ด้วย การเข้ามาลงทะเบียนในระบบ ที่ ปปง. จัดทำขึ้นเพื่ออำนวย ความสะดวกให้กับภาคธุรกิจ ที่เรียกว่า ระบบสารสนเทศเพื่อ การประเมินความเสี่ยงและบริหารจัดการคดีของผู้มีหน้าที่รายงาน หรือ Risk Assessment and Case Management for Reporting Entities System หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า AMRAC หมายถึงการเข้ามาสำแดงตนว่าเป็นผู้ประกอบการได้รับรู้ รับทราบแล้ว
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา สมาคมค้าทองคำ ร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดอบรม “เรียนรู้กฎหมาย ปปง. สำหรับผู้มีหน้าที่รายงาน” รุ่นที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ว่าด้วยการจัดให้มีการฝึกอบรมแก่ผู้มีหน้าที่รายงาน ตามมาตรา 13 และมาตรา 16 พ.ศ. 2563 กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจัดให้มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับกฎหมาย ปปง. อย่างน้อย 6 ชั่วโมง โดยการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้สมาชิกสมาคมค้าทองคำ รวมถึงบุคคลภายนอกที่มีหน้าที่รายงานตามมาตรา 13 และมาตรา 16 ได้พัฒนาตนเองและมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของหลักสูตรการฝึกอบรม ตามที่สำนักงาน ปปง. กำหนด และให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถจัดทำหรือควบคุมการจัดทำรายงานการทำธุรกรรม การจัดให้ลูกค้าแสดงตน หรือการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าได้อย่างถูกต้องต่อไป การจัดอบรมครั้งนี้มีทั้ง 2 รูปแบบ คือ แบบในห้องเรียน (Classroom) ณ ห้องประชุมชั้น 12 อาคารคณะสังคมศาสตร์และแบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Zoom โดยผู้เข้าร่วมโครงการต้องเข้าร่วมอบรมตลอดระยะเวลาการฝึกอบรมเป็นเวลา 6 ชั่วโมง และต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบหลังเสร็จสิ้น
แผนงานของ สำนักงาน ปปง. ที่จะทำงานร่วมกับสมาคมค้าทองคำในปีนี้จะมีเรื่องอะไรบ้าง ปีนี้ สำนักงาน ปปง. ยังคงทำงานร่วมกับสมาคมฯ ให้มากที่สุด โดยจะพยายามดึงผู้ประกอบการค้าทองคำได้รับรู้รับทราบเกี่ยวเรื่องกฎหมายฟอกเงินและเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดย ปปง. ต้องการให้ภาคธุรกิจเข้ามาช่วยสนับสนุนในเรื่อง ของการป้องกันอาชญากรรมการฟอกเงิน แต่ในกฎหมายมี การบัญญัติแนวทางปฏิบัติไว้หลายเรื่อง การที่ ปปง. มีทีม ออกไปช่วยในการดูแลกับผู้ประกอบการ ก็เพราะต้องการบอกว่าเราสามารถที่จะเดินไปด้วยกันได้ เพราะฉะนั้นแผนในปี 2568 ปปง.มุ่งเน้นให้ธุรกิจได้มีความเข้าใจ รับรู้รับทราบเกี่ยวกับกฎหมายฟอกเงิน เจตนารมณ์ และวิธีปฏิบัติให้มากที่สุด ผู้ประกอบการภาคธุรกิจก็ต้องแสดงเจตนาที่จะให้ความ ร่วมมือกับ ปปง. ในการที่ปฎิบัติตามกฎหมายฟอกเงิน ด้วยการเข้ามาลงทะเบียนในระบบ ที่ ปปง. จัดทำขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจ ที่เรียกว่า ระบบสารสนเทศเพื่อ การประเมินความเสี่ยงและบริหารจัดการคดีของผู้มีหน้าที่รายงาน หรือ Risk Assessment and Case Management for Reporting Entities System หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า AMRAC หมายถึงการเข้ามาสำแดงตนว่าเป็นผู้ประกอบการได้รับรู้ รับทราบแล้ว หากว่าผู้ประกอบการยังมีข้อสงสัยสามารถ
หลังจากที่ได้เกิดข่าวกรณีที่มีพระภิกษุได้นำปัจจัยที่ได้รับมาซื้อทองคำ หรือมีกรณีที่นำเงินของวัดหรือของมูลนิธิ มาซื้อทองคำโดยอ้างว่าจะนำไปหล่อสร้างพระพุทธรูป หรือสร้างพระบูชา ซึ่งเรื่องนี้ได้มีสมาชิกร้านค้าทองคำสอบถามว่า ทางร้านสามารถทำธุรกรรมได้หรือไม่ และต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างไรบ้าง เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบของสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทางทีมงานวารสารทองคำจึงได้ไปสอบถามกับ พ.ต.ท.ชัยชนะ กาญจนะคช ผู้อำนวยการส่วนกำกับและตรวจสอบ 7 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้รับข้อมูลมาดังนี้ กรณีที่พระภิกษุได้มาทำธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำหรือ ลงทุนเทรดทองคำ กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ และกฎหมายฟอกเงินก็ไม่ได้ห้ามทำเช่นกัน แต่ผู้ประกอบการจะมีประเด็นเรื่อง การบริหารความเสี่ยงของลูกค้าที่ต้องดำเนินการตามที่กฎหมายระบุไว้อย่างเคร่งครัด เพราะเป็นลูกค้าที่มิได้ประกอบธุรกิจ แต่ดำเนินกิจกรรมเป็นผลให้ได้มาซึ่งเงินสดหรือโดยไม่มีแหล่งที่มาอย่างชัดเจน การบริหารความเสี่ยง เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินเพื่อระบุตัวตน และพิสูจน์ทราบตัวตนของลูกค้าด้วยการทำ KYC เหมือนกับกรณีที่ลูกค้ามาซื้อทองคำ ไม่ว่าจะขอดูบัตรประชาชน หรือบัตรประจำตัวพระภิกษุสงฆ์ที่หน่วยงานราชการออกให้การสอบถามที่มาของเงินที่นำมาซื้อทองคำ สอบถามวัตถุประสงค์ ของการนำทองคำไปใช้ และผู้ที่สั่งซื้อทองคำ ผู้ที่จ่ายเงินซื้อทองคำ และคนที่รับของจะต้องเป็นคนเดียวกัน จากนั้นต้องกำหนดระดับความเสี่ยงต่ำหรือระดับความเสี่ยงสูงสำหรับลูกค้าแต่ละราย ตรวจทานความเคลื่อนไหวในการทำธุรกรรมให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า การระบุตัวตนและพิสูจน์ทราบตัวตนของลูกค้าต้องสอดคล้อง กับระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์หรือบริการ การทบทวนการประเมินความเสี่ยง จนถึงขั้นตอนการยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับลูกค้าแต่ละราย และต้องเก็บรักษาข้อมูลการแสดงตน พ.ต.ท.ชัยชนะฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าผู้ประกอบการได้ข้อมูลแล้ว ต้องพิจารณาว่าข้อมูลดังกล่าวน่าเชื่อถือหรือไม่ แหล่งที่มาของเงินชัดเจนหรือไม่ และซื้อในปริมาณมากผิดปกติหรือไม่ หรือธุรกรรมที่ทำเป็นลักษณะของการเทรด Gold Online หรือ Gold Future
ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในแวดวงการค้าทองคำคงหนีไม่พ้นเรื่องกฎหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวได้มีการประกาศใช้มาระยะหนึ่งแล้วแต่ผู้ประกอบการหลายรายยังปฎิบัติตามไม่ถูกต้อง ประกอบกับทาง ปปง. มีนโยบายที่จะลงสุ่มตรวจการปฎิบัติงานของร้านค้าทองคำ ว่าทำได้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ทำให้ สมาคมค้าทองคำ ต้องเร่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ เกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว ผ่านทางช่องทางการสื่อสารของสมาคมฯ รวมถึงได้ร่วมมือกับสำนักงาน ปปง. และคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดโครงการอบรม “ข้อปฏิบัติของร้านทองตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน” เพื่อให้สมาชิกสมาคมฯ สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างทั่วถึง โดยการจัดงานจะมีทั้งรูปแบบ onsite และ online คุณธีรเดช สินธพเรืองชัย เลขาธิการสมาคมค้าทองคำกล่าวถึงผลการจัดสัมมนาว่า ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ มีผู้มาเข้าร่วมฟังในงานประมาณ 80 คน และรับฟังรับชมผ่านทางออนไลน์ ประมาณ 300-400 คน ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่มากในระดับหนึ่ง แต่หากจะเทียบกับปริมาณผู้ประกอบการทั่วประเทศแล้วก็ยังถือว่าน้อยมาก อย่างไรก็ดี การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นโครงการนำร่องก่อนที่สมาคมฯ จะเตรียมจัดโครงการสัมมนาสัญจรไปยังภูมิภาคต่างๆ ในปี 2567 ซึ่งเป็นการช่วยกระจายข้อมูลไปยังผู้ประกอบการในแต่ละจังหวัด โดยคาดว่าจะมีการจัด 3-4 ครั้งทั่วประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างประชุมของคณะอนุกรรมการค้าปลีก ร่วมกับที่ปรึกษาของกรรมการสมาคมฯ ว่าควรจะจัดที่จังหวัดใดบ้าง และเนื้อหาที่จะไปอบรมจะประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง แต่หลักๆ ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย ปปง.
หลังจากที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการร้านค้าทองคำ ให้ความสำคัญกับการนำส่งข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของท่าน (เช่น ข้อมูลการจดทะเบียน ขนาดกิจการ ลักษณะผลิตภัณฑ์และบริการ ช่องทางการให้บริการ การควบคุมความเสี่ยง เป็นต้น) เพื่อประกอบการประเมินความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ผ่านระบบสารสนเทศเพื่อการประเมินความเสี่ยงและบริหารจัดการคดีของผู้มีหน้าที่รายงาน (Risk Assessment and Case Management for Reporting Entities System : AMRAC) ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ประกอบการบางส่วนให้ความร่วมมือส่งข้อมูลดังกล่าวในระบบ AMRAC แล้ว แต่ยังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ดำเนินการ พ.ต.ท.ชัยชนะ กาญจนะคช ผู้อำนวยการส่วนกำกับ และตรวจสอบ 7 กล่าวว่า ล่าสุด สำนักงาน ปปง. ได้ออกประกาศ เรื่อง แนวทางการส่งข้อมูลการประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับ การฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพื่อประโยชน์แก่การกำกับและตรวจสอบผู้มีหน้าที่รายงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. ให้ผู้ประกอบอาชีพค้าอัญมณี เพชรพลอย ทองคำ หรือเครื่องประดับที่ประดับด้วยอัญมณี เพชรพลอย หรือทองคำ ส่งข้อมูลการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ผ่านระบบสารสนเทศเพื่อการประเมินความเสี่ยงและบริหารจัดการคดีของผู้มีหน้าที่รายงาน (Risk Assessment










