ชาวมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนประมาณ 240 ล้านคน และมีความต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์เป็นจำนวนมากในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านโควตาทำให้ผู้แสวงบุญต้องรอคิวเป็นระยะเวลานานหลายปี ส่งผลให้กองทุนฮัจญ์มีบทบาทสำคัญในการบริหารเงินออมเพื่อรักษามูลค่าและกำลังซื้อในระยะยาว ภายใต้กรอบการลงทุนที่สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม ลักษณะและบทบาทของกองทุนฮัจญ์ กองทุนฮัจญ์เป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการออมสำหรับการประกอบพิธีฮัจญ์ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่ (1) การรักษามูลค่าเงินออมของผู้ฝาก และ (2) การสร้างผลตอบแทนในระยะยาวเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในอนาคต ในหลายประเทศ ผู้แสวงบุญอาจต้องรอคิวนานถึง 10–30 ปี ทำให้การบริหารสินทรัพย์ของกองทุนจำเป็นต้องคำนึงถึงความมั่นคงและประสิทธิภาพของพอร์ตการลงทุน เพื่อรักษากำลังซื้อของเงินออมในระยะยาว โครงสร้างการลงทุนและข้อจำกัด ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า กองทุนฮัจญ์โดยทั่วไปมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสอดคล้องกับหลักชะรีอะฮ์ ได้แก่ ตราสารหนี้อิสลาม (Sukuk) หุ้นที่ผ่านการคัดกรอง และอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดในด้านการกระจายความเสี่ยง และอาจเผชิญความผันผวนจากตลาดการเงิน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของพอร์ตในระยะยาว บทบาทของทองคำในเชิงกลยุทธ์ ทองคำถูกเสนอให้เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่สามารถเสริมพอร์ตการลงทุนของกองทุนฮัจญ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีคุณลักษณะสำคัญ ดังนี้ -ประการแรก การเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทนต่อความเสี่ยง โดยการจัดสรรทองคำในสัดส่วนประมาณ 5–15% สามารถช่วยลดการขาดทุนในช่วงตลาดผันผวน และเพิ่มเสถียรภาพของพอร์ต -ประการที่สอง การทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีฮัจญ์มักอ้างอิงกับสกุลเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินริยาลซาอุดีอาระเบีย
Tag Archives: WGC
สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญในประเทศไทยพุ่งสูงแตะ 10 ตัน ซึ่งเป็นไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งที่สุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2562 ด้วยมีมูลค่าที่เติบโตสูงถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า รายงานยังระบุว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ความต้องการทองคำทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 1,231 ตัน แม้ปริมาณความต้องการทองคำจะเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง แต่มูลค่ากลับพุ่งสูงถึงระดับ 1.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกหันมาสนใจทิศทางราคาทองคำและคุณสมบัติในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ผลักดันให้ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 474 ตัน ตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มีการซื้อทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป
สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำปี 2568 โดยระบุว่าความต้องการทองคำทั่วโลก ทะลุสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ระดับ 5,002 ตัน ในปีที่ผ่านมา โดยไตรมาสที่ 4 ได้ทำสถิติใหม่และตอกย้ำความแข็งแกร่งของทองคำ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้เกิดการลงทุนในทองคำอย่างมหาศาลด้วยมูลค่าการลงทุนรวมทั้งปีอยู่ที่ 5.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับประเทศไทย ได้มีการลงทุนสูงสุดในรอบปีนับตั้งแต่ปี 2561 โดยมูลค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 ปีที่ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนความสนใจจากผู้บริโภคค้าปลีกได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การซื้อขายผ่านบัญชีออนไลน์เพิ่มมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา จึงได้ดึงความต้องการบางส่วนออกจากผลิตภัณฑ์ทองคำแท่งในตลาดค้าปลีก คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ทองคำได้เริ่มต้นปี 2569 อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการทำสถิติราคาสูงสุดใหม่ในสกุลเงินหลักทั่วโลก รวมถึงสกุลเงินบาท และสามารถทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้เป็นที่เรียบร้อย สำหรับประเทศไทย ยังคงเห็นแรงสนับสนุนจากนักลงทุนในระดับที่แข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของทองคำในฐานะทั้งเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน และสินทรัพย์สำรองมูลค่าในระยะยาว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ
ในปี 2568 ทองคำได้ทำสถิติราคาสูงสุดใหม่มากกว่า 50 ครั้ง และให้ผลตอบแทนรายปีเพิ่มขึ้นกว่า 60% นับเป็นผลตอบแทนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2514 แม้ว่าการประเมินของตลาดโดยรวมในปัจจุบันจะมองว่าราคาทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด (range-bound) แต่บทเรียนจากประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจมหภาคมักไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาดเสมอไปคุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลกของสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ได้วิเคราะห์แนวโน้มทองคำภายใต้ 3 สถานการณ์หลัก ครอบคลุมตั้งแต่แนวโน้มเชิงบวกปานกลาง แนวโน้มเชิงบวกสูง ไปจนถึงแนวโน้มเชิงลบ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ได้ผลักดันความต้องการทองคำ เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาเครื่องมือป้องกันความผันผวนและเงินเฟ้อ ส่งผลให้เกิดแรงส่งด้านราคาในปี 2568 ในขณะที่ตลาดพันธบัตรซบเซาและตลาดหุ้นมีการกระจุกตัวสูง นักลงทุนจากทุกภูมิภาคทั่วโลกต่างมีส่วนร่วมในการเติบโตนี้ สำหรับประเทศไทย ความต้องการทองคำในปี 2568 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นไตรมาสที่มีความต้องการสูงที่สุดของปี ทองคำยังคงตอกย้ำบทบาทในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกที่นักลงทุนไทยให้ความเชื่อมั่น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนไทยมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว สอดคล้องกับรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาส 3 ปี 2568 ซึ่งระบุว่าการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส
สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2568 โดยระบุว่า ประเทศไทยมีความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนสูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2562 ขณะเดียวกัน ความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (รวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Over-the-Counter: OTC) อยู่ที่ 1,313 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.46 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับความต้องการรายไตรมาสที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ การเติบโตที่สูงของความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกจากทุกภาคส่วน เกิดจากความต้องการด้านการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 3 แตะระดับ 537 ตัน โดยเพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคิดเป็น 55% ของความต้องการทองคำสุทธิทั้งหมด อัตราการเติบโตในอุปสงค์ทองคำได้รับแรงส่งจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความผันผวน การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และปรากฏการณ์ “FOMO” หรือความกลัวที่จะพลาดโอกาส ของนักลงทุนในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “แนวโน้มตลาดทองคำในประเทศไทย ยังคงเป็นบวก
Thailand Gold Forum 2025 : Collaboration, Innovation, Transparency & Sustainability and Global gold วันพุธที่ 10 กันยายน 2025 เวลา 11.30 – 17.30 น. ณ ชั้น 2 ห้อง 208-209 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ Wednesday, 10 September 2025, from 11:30 AM to 17.30 PM at Room 208–209, 2nd Floor, Queen Sirikit National Convention Center, Bangkok. Tel. 0-2020-9000 Fax 0-2020-9099 Email: contact@goldtraders.or.th Website: www.goldtraders.or.thTelephone: +66 2 020 9000 Fax:
รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 จากสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ระบุว่า ความต้องการทองคำภาคผู้บริโภคโดยรวมของไทย ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 11.6 ตัน หรือ 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าด้านความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นอยู่ที่ 1,249 ตัน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาวะที่ทองคำมีราคาสูง โดยการเติบโตในไตรมาสนี้ ได้รับผลกระทบมาจากกระแสการลงทุนในทองคำที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์บวกกับทิศทางราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกองทุน Gold ETF สำหรับนักลงทุนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่ส่งผลให้ระดับความต้องการลงทุนทองคำโดยรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 170 ตัน ในไตรมาสนี้ เทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 ที่มีการลดลงเพียงเล็กน้อย กองทุนที่จดทะเบียนในเอเชียเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการเพิ่มระดับความต้องการลงทุนทองคำถึง 70 ตัน ในระดับที่สอดคล้องกับฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อรวมกับกระแสเงินลงทุนไหลเข้าจากไตรมาสที่ 1 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ความต้องการรวมจากกองทุน Gold ETF ทั่วโลกสูงถึง 397
สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุในรายงานแนวโน้มราคาทองคำกลางปีว่า ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวในแนวราบ โดยมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 0-5% ในครึ่งปีหลัง ราคาทองคำยังคงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้น 26% ในรูปดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งปีแรก รายงานระบุว่า “อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ จะช่วยคงความสนใจของนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านกองทุน ETF ทองคำและธุรกรรมซื้อขายนอกตลาด (OTC)” หากภาวะเศรษฐกิจและการเงินทรุดตัวลง ส่งผลให้เกิดแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อชะงักงันและความตึงเครียดทางเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) อาจเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น 10-15% ในทางกลับกัน หากมีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง จะทำให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง 12-17% ของกำไรในปีนี้ รายงานเสริมว่า ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับตัวสูงขึ้น 0.3% อยู่ที่ 3,333.48 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ที่มา: Dow Jones Newswires เรียบเรียง: gold.in.th
รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 จากสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ระบุว่า ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อยู่ที่จำนวน 7.4 ตัน นับเป็นไตรมาสที่ 1 ที่แข็งแกร่งที่สุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2562 ทำให้ความต้องการทองคำภาคผู้บริโภคโดยรวมของไทย ที่ประกอบด้วยปริมาณการลงทุนในทองคำแท่ง และเหรียญทองคำรวมถึงความต้องการทองรูปพรรณในไตรมาสที่ 1 นั้น รวมเป็นจำนวน 9.1 ตัน เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเป็นปริมาณความต้องการทองคำภาคผู้บริโภครายไตรมาส ที่มีการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาส อยู่ที่ 1,206 ตัน เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาวะที่ราคาทองคำสูงเป็นประวัติการณ์และทะลุระดับ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ การฟื้นตัวของกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำแท่งสำหรับนักลงทุน ได้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งผลให้ระดับความต้องการลงทุนทองคำโดยรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า อยู่ที่ระดับ 552 ตัน
สภาทองคำโลก (World Gold Council:WGC) รายงานความต้องการทองคำ ประจำไตรมาส 4 และภาพรวมปริมาณความต้องการตลอดปี 2024 รวมถึงปริมาณทองคำทั่วโลกนอกตลาดหลักทรัพย์ (OTC) อยู่ที่ 4,974 ตัน โดยในปี 2024 ประเทศไทยมีปริมาณความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก ที่จำนวน 39.8 ตันต่อปี คิดเป็นการเติบโตสูงถึง 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สภาทองคำโลกระบุว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกในปี 2024 นั้น ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลาง และความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน รวมถึงราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดหลายครั้งในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการทองคำรวม มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.82 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังคงซื้อทองคำในปริมาณที่มหาศาลอย่างต่อเนื่องในปี 2024 โดยมีปริมาณการซื้อในระดับสูงกว่า 1,000 ตัน เป็นปีที่สามติดต่อกัน โดยเฉพาะการเข้าซื้อทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของธนาคารกลางในไตรมาสที่ 4 จำนวน 333 ตัน ซึ่งส่งผลให้ยอดรวมการซื้อทองคำของธนาคารกลางตลอดทั้งปีอยู่ที่ 1,045 ตัน ด้านความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนทั่วโลกนั้นได้เพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ
- 1
- 2









