Category Archives: บทความน่าสนใจ

ทิศทางค่าเงินบาทในปีหน้ากับราคาทองคำในประเทศ

การวิเคราะห์ราคาทองคำในแต่ละครั้ง นักลงทุนส่วนใหญ่จะหันไปให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ผ่านทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เนื่องจากมีความเข้าใจว่าราคาทองคำเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับค่าเงินดอลลาร์นั่นเอง แต่อีกปัจจัยที่นักลงทุนทองคำส่วนใหญ่หลงลืมที่จะติดตามก็คือค่าเงินบาท โดยหากคำนวณการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำในประเทศกับค่าเงินดอลลาร์และค่าเงินบาทนั้น จะพบว่า หากค่าเงินบาทคงที่แต่ราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไป 1 ดอลลาร์ ราคาทองคำในประเทศจะเพิ่มขึ้นประมาณ 15 บาท ขณะที่หากราคาทองคำในตลาดโลกคงที่ แต่ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์เปลี่ยนแปลงไป 10 สตางค์ ราคาทองคำจะเปลี่ยนแปลงไปประมาณ 60 บาท จากความสัมพันธ์ดังกล่าว บางครั้งการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำในตลาดโลกก็ไม่ได้ส่งผลต่อราคาทองคำในประเทศเนื่องจากค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวตรงกันข้าม นอกเหนือจากค่าเงินดอลลาร์แล้ว การติดตามค่าเงินบาทก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องติดตามนั่นเอง ทิศทางค่าเงินบาทในช่วงปลายปีนี้ แนวโน้มเป็นการอ่อนค่า โดยปัจจัยที่มากระทบ มาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ อย่างทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินส่วนใหญ่รวมถึงค่าเงินบาทมีการอ่อนค่าลง โดยในระยะถัดไปหากตัวเลขเศรษฐกิจในภูมิภาคที่สำคัญอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน มีการฟื้นตัวในช่วงปลายปีนี้ การส่งออกที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอีกหนึ่งตัวเร่งให้ภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าได้อีกครั้ง นอกจากปัจจัยต่างประเทศที่มีผลต่อตัวเลขการส่งออกแล้ว ปัจจัยในประเทศก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งหากตัวเลขเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งทำให้ค่าเงินแข็งค่า โดยตัวเร่งเศรษฐกิจที่สำคัญจะอยู่ที่การเร่งใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลใหม่ เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งต้องติดตามต่อว่า การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐนั้น จะสามารถฟื้นเศรษฐกิจที่ฟุบตัวลงในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ และเรียกความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาติได้หรือไม่ โดยสรุปแล้ว ทิศทางค่าเงินบาทในปีหน้าจะขึ้นอยู่กับสามประเด็น นั่นคือ ทิศทางเศรษฐกิจโลกซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกของไทย ประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะเป็นหนึ่งในตัวเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย รวมถึงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาตินั่นเอง

ลุยสัมผัสการร่อนทองคำบางตะพาน อีกหนึ่งตำนานการล่าทองคำในไทย

หนึ่งในแหล่งร่อนทองของประเทศไทย จะต้องมีชื่อของ”ทองคำบางตะพาน” หรือ “ทองคำบางสะพาน” รวมอยู่ด้วย เพราะ ทองคำที่พบได้รับการยอมรับว่าเป็นทองคำที่มีความงดงาม สุกปลั่ง และเนื้อทองบริสุทธิ์ แหล่งทองคำบางสะพาน เป็นอีกตำนานหนึ่งบทของการขุดหาทองคำในประเทศไทย  แม้ว่าจนถึงขณะนี้เวลาจะผ่านพ้นมาเนิ่นนานแล้ว และเทคโนโลยีการขุดหาทองได้พัฒนารุดหน้าไปมากแล้วแต่ที่ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็ยังคงมีชาวบ้านที่ยังสวมบทนักล่าทองคำ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบเดิมๆ ในการค้นหาสินแร่ที่ถือว่ามีค่า มีราคาอย่างมากในปัจจุบัน การมาตามหาทองบางสะพานครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายนครชัย บุญเย็น หรือลุงจุ่น กรรมการ อบต.ร่อนทอง เป็นคนพาไปดูพื้นที่ที่ชาวบ้านมาร่อนทองกัน โดยลุงจุ่นเล่าว่า การหาทองคำที่ตำบลร่อนทอง ยังเป็นการหาทองคำแบบวิถีชาวบ้าน ซึ่งทำในลักษณะนี้มานานกว่าร้อยปีแล้ว และได้ถ่ายทอดประสบการณ์และเทคนิคในการร่อนหาทองคำจากรุ่นสู่รุ่น ช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนได้พึ่งตนเอง สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยชาวบ้านที่นี่จะใช้เวลาว่างจาก การปลูกสับปะรดมาร่อนทองเป็นอาชีพเสริม ลุงจุ่นยังได้เล่าถึงวิธีการร่อนทองของชาวบ้าน เริ่มต้นจากการไปเลือกพื้นที่ที่จะขุดดิน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนว่าจะเลือกพื้นที่ตรงไหน โดยวิธีการเลือกจะต้องขยำดิน เพื่อดูลักษณะของดิน เพราะถ้าเป็นดินดูเหนียวก็อาจจะมีทองบ้าง แต่ก็จะน้อยกว่าพื้นที่ที่เป็นดินร่วน และวิธีการหาก็จะยุ่งยากกว่า จากนั้นก็จะขุดลึกเป็นบ่อลงไป ลึกบ้างตื้นบ้าง บางคนก็มาขุดซ้ำบ่อเดิม วันไหนมาไม่ทันมีเพื่อนบ้านมาขุดไปก่อน ก็ไปหาบ่อใหม่ขุด ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพราะมันไม่ใช่พื้นที่ของใคร  ส่วนวิธีการร่อนของแต่ละคนแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความถนัด บางคนชอบเลียงอันใหญ่ใส่ดินได้เยอะ ส่วนไม้ที่ใช้ทำเลียงก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้ไม้ที่แตกยากๆ เช่น

ย้อนรอย “ซิ่นทองคำ” ของดีแห่งสาธรพิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับผ้าซิ่นทองคำ ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่เพียงไม่กี่ผืนเท่านั้น และผืนนี้ถูกจัดแสดงอยู่ที่สาธรพิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.หาดเสี้ยว อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ซึ่งความจริงแล้วในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จะจัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของผ้าทอลายโบราณของชาวไทยพวน บ้านหาดเสี้ยว ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นจกเก้าลายบ้านหาดเสี้ยว ผ้าที่ใช้ในพิธีบวชนาคด้วยขบวนช้าง ผ้าที่ใช้ในพิธีแต่งงาน ซึ่งล้วนเป็นเอกลักษณ์ผ้าทอมือของชาวไทยพวน บ้านหาดเสี้ยว ที่สืบทอดต่อกันมานับร้อยๆปี แต่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีผ้าทองคำจัดแสดงอยู่ 2 ผืนด้วยกัน                 นายสาธร โสรัจประสพสันติ เจ้าของสาธรพิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของซิ่นทองคำว่า เดิมทีซิ่นทองคำที่ได้มามีเพียงผืนเดียว โดยไปซื้อที่เมืองเชียงตุง ขณะเดินทางไปทัศนะศึกษากับคณะของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งซิ่นทองคำถือเป็นของชั้นสูงของราชสำนักเชียงตุง โดยจะใส่กับชุดไทยใหญ่ เวลาเจ้านายออกท้องพระโรงหรือเวลามีพิธีเฉลิมฉลองครั้งสำคัญ ซึ่งซิ่นทองคำไม่ใช่เอกลักษณ์ของไทย                 “ซิ่นผืนนี้ถือว่ามีความเก่าแก่พอสมควร และคงจะตกทอดมาหลายรุ่น เพราะสภาพที่ได้มาก็ไม่ถึงกับสมบูรณ์มากนัก โดยซื้อมาในราคา 150,000 บาท ตอนที่ขอซื้อ ไม่คิดว่าเจ้าของจะขายให้ แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกันเจ้าของก็ตัดสินใจขายให้ จากนั้นก็ได้นำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ เมื่อมีนักสะสมของเก่ามาเห็นให้ราคาเพิ่มเป็น 500,000 บาททันที แต่ตนไม่ได้ขายไปและยังคงนำมาแสดงให้ประชาชนได้ชม จนถึงทุกวันนี้” นายสาธรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อได้ซิ่นทองคำมาจึงได้ปรับเปลี่ยนพิพิธภัณฑ์ใหม่ จากเดิมที่ใช้ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ผ้าเก่าบ้านหาดเสี้ยว ซึ่งไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อพิพิธภัณฑ์ผ้าทองคำ เพื่อเรียกความสนใจให้ผู้ที่ผ่านมาผ่านไปได้แวะเข้ามาดู และจะได้ดูของส่วนอื่นๆ

เจาะลึกแนวโน้มต้นทุนการผลิตทองคำ

หนึ่งหัวข้อสำคัญที่ถูกพูดถึงและได้รับความสนใจค่อนข้างมากก็คือ ประเด็นเรื่องต้นทุนการผลิต นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่ามีโอกาสน้อยที่ราคาทองคำจะลงไปต่ำกว่าต้นทุนการผลิต แต่การกล่าวถึงต้นทุนดังกล่าว หรือที่ได้ยินกันค่อนข้างหนาหูว่า “ต้นทุนหน้าเหมือง” นั้น ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนถึงที่มาของราคาหน้าเหมืองนั้นๆ บวกกับการขาดคำนิยามที่ชัดเจนถึงต้นทุนการผลิตที่พูดถึง ทำให้นักลงทุนที่ได้ยินอาจเข้าใจผิด และอาจส่งผลเสียต่อการลงทุนในทองคำได้เช่นกัน ซึ่งลองมาทำความรู้จักกับต้นทุนการผลิตอย่างละเอียด พร้อมจับกระแสและแนวโน้มของต้นทุนการผลิตกัน                 ต้นทุนการผลิตทองคำนั้นถูกแบ่งแยกย่อยเป็นหลายประเภทจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องทราบถึงนิยาม รวมถึงสมการของต้นทุนแต่ละประเภท เพื่อให้เกิดความถูกต้องในการนำตัวเลขดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินใจลงทุน โดนต้นทุนที่รายงานดังกล่าวนำมาใช้มีอยู่สองประเภทนั้น คือ                 ต้นทุนแบบ Cash Cost และแบบ All in sustaining cost โดยนำมาจากรายงานประจำปี 2556 ของ 8 เหมืองใหญ่ที่มีการผลิต คิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของปริมาณการผลิตทองคำทั้งหมดในปี 2556 โดยแนวโน้มที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น                 ต้นทุน Cash Cost คือต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทองคำโดยตรง บวกกับค่าสัมปทานเหมือง และหักด้วยต้นทุนการผลิตโลหะอื่น ในกรณีที่เหมืองนั้นๆ มีการผลิตโลหะอื่นนอกเหนือจากทองคำ (เรียกว่า By-product credit) หรือสามารถเขียนเป็นสมการง่ายๆ ได้ว่า                 “ต้นทุน Cash Cost = ต้นทุนการขุด, ต้นทุนการขนส่ง, การหลอมขึ้นรูป

เล่นทองต้องมองเงินบาท

World Gold Council
เป็นที่ทราบกันดีสำหรับนักลงทุนทองคำครับว่า ปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อราคาทองคำนั้นอยู่ที่การเคลื่อนไหวของค่าเงินโดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์ซึ่งจะเคลื่อนไหวผกผันกับราคาทองคำ โดยสามารถติดตามและคาดการณ์การเคลื่อนไหวได้ผ่านแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ปัจจัยที่นักลงทุนทองคำส่วนใหญ่หลงลืมที่จะติดตามก็คือค่าเงินบาทนั่นเองครับ โดยหากค่าเงินบาทคงที่แต่ราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไป 1 ดอลลาร์ ราคาทองคำในประเทศจะเพิ่มขึ้น 15 บาท ขณะที่หากราคาทองคำในตลาดโลกคงที่แต่ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์เปลี่ยนแปลงไป 10 สตางค์ ราคาทองคำจะเปลี่ยนแปลงไปประมาณ 60 บาท นั่นหมายความว่า หากราคาทองคำในตลาดโลกเพิ่มขึ้น 4 ดอลลาร์ แต่ค่าเงินบาทแข็งค่า(เป็นผลลบต่อราคาทองคำในประเทศ) 10 สตางค์ ราคาทองคำในประเทศจะไม่ได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลกเลยนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การติดตามค่าเงินบาท ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตาม ซึ่งสามารถติดตามผ่านแนวโน้มเศรษฐกิจไทยนั่นเอง ในบทความชิ้นนี้เราลองมาดูแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีกันดีกว่าครับ เศรษฐกิจไทยในปีนี้ต้องยอมรับว่าค่อนข้างสะบักสะบอมกันพอสมควร โดยประเด็นกดดันอยู่ที่ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นเกือบตลอดครึ่งปีแรก ส่งผลให้การลงทุนลดลงและเป็นผลลบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน จนทำให้เกิดแรงขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรจนเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงต้นปี หลังจากนั้นก็มาเคลื่อนไหวในกรอบ 32-33 บาท และมาแข็งขึ้นอีกครั้งจากการอ่อนค่าลงอย่างหนักของค่าเงินดอลลาร์ หลังจากที่หลายสถาบันออกมาปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกลงและการระบาดของเชื้ออีโบล่า สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 4 นั้น ยังมีโอกาสแข็งค่าอีกครั้ง จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี โดยตัวเร่งที่ให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้นั้นอยู่ที่การเร่งใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลใหม่ เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ยังต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกอีกทางหนึ่ง โดยหากตัวเลขเศรษฐกิจในภูมิภาคที่สำคัญอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่นและจีนมีการฟื้นตัวในช่วงปลายปีนี้ การส่งออกที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอีกหนึ่งตัวเร่งให้ภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าได้อีกครั้ง แต่หากการเร่งเบิกงบประมาณไม่สามารถฟื้นฟูการบริโภคและการลงทุน บวกกับความกังวลต่อภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่จนการส่งออกลดลง ค่าเงินบาทก็อาจอ่อนค่าลงอีกครั้ง  

ร่วมสืบสานประเพณี “ลอยกระทง” 2557

เนื่องจากวันนี้เป็นวันลอยกระทง หลายท่านคงมีสถานที่ที่อยากไปลอยกระทงกันอยู่ในใจแล้ว จะเป็นที่ไหนก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขกันมากๆนะครับ  ผมเชื่อว่าทุกท่านเคยได้เห็นประเพณีการลอยกระทงกันตั้งแต่เด็กๆใช่ไหมครับ ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน จนบางครั้งคนรุ่นใหม่อาจจะไม่เข้าใจถึงความหมายของการลอยกระทงว่า ลอยไปเพื่ออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร วันนี้ผมก็มีสาระเล็กๆน้อยๆมาฝากกันครับ ประวัติความเป็นมาวันลอยกระทง          วันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ โดยมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น ลอยเคราะห์ บูชาพระพุทธเจ้า แต่ปัจจุบันนิยมทำเพื่อขอขมา และระลึกถึงพระคุณ พระแม่คงคา ที่ได้อำนวยประโยชน์ต่าง ๆ แก่มนุษย์ โดยประเพณีลอยกระทงมีมาประมาณ ๗๐๐ ปี และได้เข้าสู่ประเทศไทยในสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศ ผู้เป็นพระสนมเอกของพระร่วงเจ้าว่า “ครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่างๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย…” เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงมีพระราชโองการฯให้จัดพิธีลอยกระทงเป็นประจำทุกปี ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองพระราชพิธีนี้จึงได้ถือปฏิบัติเป็นประจำจนกระทั่งบัดนี้           ประเพณีลอยกระทง

ทำอย่างไรให้ร้านทองปลอดภัยห่างไกลจากการจี้ปล้น

ปัญหาจี้ปล้นร้านทองก็ยังคงวนเวียนมาให้ได้หวาดระแวงกันเสมอนะครับ ผมได้รวบรวมหลากหลายแนวคิดวิธีการในการป้องกันร้านทองให้ปลอดภัยห่างไกลจากการจี้ปล้น ซึ่งหลายร้านได้ดำเนินการอยู่แล้วแต่บางร้านก็ยังกำลังตัดสินใจอยู่ ซึ่งจะมีอะไรบ้าง ลองมาดูกันครับ           ทั้งหมดนี้แม้จะไม่สามารถการันตีได้ 100% ว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายขึ้นกับร้านทอง แต่อย่างน้อยก็จะช่วยลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินได้ ซึ่งจะสร้างความสบายใจ ทั้งเจ้าของร้านและพนักงานในร้าน โดยเชื่อว่าลูกค้าจะเข้าใจเป็นอย่างดี ที่มา : จุลสารทองคำ ประจำเดือน กรกฎาคม 2557พิมพ์แจก สมาชิกสมาคมค้าทองคำ ทั่วประเทศ

เศรษฐกิจยุโรปปัจจัยที่ยังไม่ควรมองข้าม

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมายังมีปัจจัยที่เข้ามากระทบต่อราคาทองคำมากเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเก่าอย่างการลดขนาด QE การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ประเด็นสงครามในประเทศตะวันออกกลาง และยุโรปตะวันตกเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องเก่าที่ยังคงมีความสำคัญ แต่ประเด็นข่าวล่าสุดที่สร้างความวิตกต่อเศรษฐกิจยูโรโซน โดยเฉพาะในภาคธนาคารอีกครั้ง คือปัญหาของธนาคาร Banco Espirito Santo (BES) ซึ่งเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโปรตุเกสหลังจากถูกระงับ การซื้อขายในตลาด PSI ของโปรตุเกส ล่าสุดก็ได้รับเงินช่วยเหลือไปกว่า 4.9 พันล้านยูโร กรณีนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าวิกฤติ ทางการเงินการคลังของประเทศในแถบยูโรโซน ยังคงมีปัญหาและอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในระบบการเงินอีกครั้งในอนาคต วิกฤติหนี้สินในยุโรปเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2552 โดยสาเหตุสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง การใช้นโยบายประชานิยมที่สร้างรายจ่ายภาครัฐเป็นจำนวนมาก ความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างประเทศที่รวมตัวกัน ทำให้มีการ ขาดดุลการค้าจำนวนมาก การใช้นโยบายด้านการเงินร่วมกันทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการใช้นโยบาย รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง CDS และตราสารอนุพันธ์อื่นทำให้การตรวจสอบหนี้สินทำได้ยาก ทั้งหลายเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาขึ้น โดยเริ่มจาก กรีซ ซึ่งเป็นประเทศที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อ GDP สูงสุดในกลุ่มและลุกลามไปสู่หลายประเทศในกลุ่ม PIIGS อย่างไอร์แลนด์ โปรตุเกส รวมถึงประเทศขนาดใหญ่อย่างสเปนและอิตาลี ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน กลุ่มยูโรโซนใช้การตั้งกองทุน EFSF และ ESM ขึ้นมาเพื่อรักษาเสถียรภาพ

ภาษีมูลค่าเพิ่มจะปรับขึ้นจริงหรือ?

ภาษีมูลค่าเพิ่มจะปรับขึ้นจริงหรือ?        ตามประกาศ คสช.ที่ 92/2557 เรื่องการลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 6.3% ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 ถึง 30 กันยายน 2558 และให้ปรับขึ้นเป็น 9% เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนในการทำความเข้าใจ อันที่จริงแล้ว การปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ6.3% นั้น ในทางปฏิบัติ ภาษีมูลค่าเพิ่มยังคงอยู่ที่ 7% เหมือนเดิม เพราะการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 6.3% ยังไม่รวมภาษีท้องถิ่นอีก 0.7% หากรวมกันจะทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 7% ตามที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน       สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่จะปรับขึ้นอยู่ในอัตรา 9% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไปนั้น เป็นอัตราที่ต้องรวมกับภาษีท้องถิ่นอีก 1% ด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 10% ตามเพดานสูงสุดที่มีอยู่ตามกฎหมาย

ตลาดทองขาลงถึงเมื่อไหร่?

คำถามที่เป็นปกติในกลุ่มของนักลงทุนทองคำ คือ ตลาดทองคำจะเป็นขาลงไปถึงเมื่อใด ซึ่งก็ต้องเรียนตรง ๆ ว่า   คงเป็นการยากที่จะกำหนดเวลาให้ชัดเจนว่าตลาดทองคำจะอยู่ในช่วงขาลงไปถึงเมื่อใด   แต่เมื่อมองปัจจัยที่กระทบต่อราคาทองคำ   และทำให้ทองคำเข้าสู่ช่วงขาลง นั้น อาจจะพอประมาณได้ว่า  สัญญาณใดที่จะบอกว่า ตลาดทองคำอาจจะเริ่มที่จะจบช่วงขาลง    หรืออาจจะกลับเข้าสู่ช่วงตลาดขาขึ้นได้อีกครั้งจะเกิดขึ้นจากสัญญาณใด   ช่วงตลาดขาลงเกิดขึ้นหลังจากที่เริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และกระแสข่าวเรื่องการเริ่มจำกัดนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ  ซึ่งราคาเริ่มอ่อนตัวลงเรื่อยมาตามสัญญาณดังกล่าว    จนถึงการปรับลดนโยบาย QE ครั้งแรกในเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา   ขณะที่เมื่อมองความสัมพันธ์กับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็พบว่า   ทิศทางค่าเงินดอลลาร์มีการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาการฟื้นตัวในช่วงเวลาเดียวกัน    จึงอาจจะกล่าวได้ว่า ในช่วงตลาดทองขาลงเกิดจากการฟื้นตัว และการลดขนาดมาตรการทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ     ดังนั้น  การจบช่วงตลาดขาลง อาจจะเริ่มเห็นสัญญาณจากช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ  เริ่มปรับนโยบายเข้าสู่สภาวะที่เกือบปกติ  หมายถึง เริ่มปรับดอกเบี้ยสักระยะ  จนตลาดไม่ตื่นตกใจต่อการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตนั่นเอง   ส่วนช่วงของตลาดขาขึ้นของทองคำ ถ้าย้อนดูปัจจัยที่หนุนราคาทองคำในอดีตเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤติทางการเงินการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินขนาดใหญ่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ  และการเข้าซื้อขายเก็งกำไร  ดังนั้น การจะทำให้ราคาทองคำกลับเข้าสู่ช่วงที่ปรับตัวขึ้นได้ก็อาจจะต้องมีความเสี่ยงสำคัญเกิดขึ้น ตัวอย่างความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับราคาพลังงาน ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ความเสี่ยงที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างชาติที่อาจจะนำไปสู่การสู้รบ เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่เคยทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ทั้งสิ้น นอกเหนือจากนี้ การที่ตลาดการลงทุน มีการใช้ทองคำในการซื้อขายเก็งกำไร  และมีการสะสมทองคำเพิ่มมากขึ้น  ดังนั้น ในช่วงภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี  ก็อาจจะเป็นช่วงที่ราคาทองคำสามารถกลับเข้าสู่ช่วงของตลาดขาขึ้นเช่นเดียวกัน       แม้ช่วงกว่า 2
PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com