ธุรกิจการค้าทองคำ อยู่คู่ถนนเยาวราชและประเทศไทยมาเกือบ 2 ศตวรรษ โดยในช่วงแรกเป็นการเอาข้าวของมาแลกเปลี่ยนกัน ระหว่างพ่อค้าชาวไทยกับชาวต่างชาติ จนกระทั่งได้ใช้เงินเป็นสื่อกลาง แต่ ณ ตอนนั้นคนยังไม่เชื่อในเงินตรา จนกระทั่งมีชาวจีนนำทองเข้ามาเป็นแผ่น สมัยก่อนเค้าเรียกทองใบ จะเป็นการซื้อขายจนถึงการจัดตั้งเป็นร้านค้าอย่างเช่นในปัจจุบัน โดยมีจุดกำเนิดแถวสำเพ็ง และราชวงศ์ ซึ่งในช่วงแรก เยาวราชยังเป็นคลองอยู่ โดยในยุคแรกๆ ร้านทองมีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง เช่น เซ่งเฮงหลี ตั้งโต๊ะกัง อี่สื่อมุ่ย ซึ่งร่องรอยความรุ่งเรืองของธุรกิจการค้าทองคำในอตีตแทบจะหาชมได้ยาก ซึ่งถือเป็นความโชคดีที่ทางห้างทองตั้งโต๊ะกัง ได้รวบรวมเครื่องไม้เครื่องมือในยุคโบราณมาจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ไว้ให้คนยุคหลังได้ใช้เป็นที่ศึกษา คุณไชยกิจ ตันติกาญจน์ ผู้สืบทอดกิจการของห้างทองตั้งโต๊ะกังเป็นรุ่นที่ 4 ได้เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปในการจัดทำ “พิพิธภัณฑ์ทองคำห้างทองตั้งโต๊ะกัง” พร้อมกับพาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยกล่าวว่าห้างทองแห่งนี้มีอายุเกือบๆ 140 ปีแล้ว โดยมี “โต๊ะกัง แซ่ตั้ง” ซึ่งเป็นคุณทวด เป็นผู้ก่อตั้ง โดยในอดีตร้านทองไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ไม่ได้มีทองโชว์หน้าร้านหรือมีสต๊อกทองเก็บไว้ขาย จะมีก็แค่โต๊ะทำงานของช่างทอง ซึ่งจะนั่งทำไปตามที่ลูกค้ามาสั่งทำ ทำเป็นชิ้นๆ งานไป เพิ่งจะมาเริ่มทำเป็นสต๊อกก็ช่วงหลังๆ เมื่อรู้ว่าลูกค้าซื้อลายนี้ประจำ น้ำหนักขนาดนี้ประจำ ก็ทำเผื่อไว้เลย ลูกค้ามาก็ไม่ต้องมานั่งคอยรับของไปได้เลย ส่วนตึก 7 ชั้นแห่งนี้
Category Archives: บทความน่าสนใจ
ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นการนำเอาชื่อของศิลปะทองคำไปบรรจุไว้ในคำขวัญของพื้นที่ แต่ที่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี การผลิตทองคำของที่นี่มีเอกลักษณ์ และได้รับการยอมรับว่าเป็นอีกแหล่งผลิตทองคำที่มีคุณภาพและงดงาม จนได้รับการบรรจุไว้ในคำขวัญของอำเภอ นั่นก็คือ “เมืองอิฐแกร่ง แหล่งเกษตรกร เขตอุตสาหกรรม คุณธรรมหมอพระ ศิลปะช่างทอง” การผลิตทองรูปพรรณของช่างทองที่นี่ เป็นการทำทองแบบโบราณ และได้รับการสืบทอดจากบรรพบุรุษ ซึ่งได้คิดค้นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไว้มากมาย อาทิ ลายลูกฆ้อง ลายฝักแค ลายก้ามปู ลายก้ามกุ้ง ลายพิกุล เป็นต้น ขณะเดียวกันบรรดาลูกหลานที่สืบทอดต่อก็ได้คิดค้นและประดิษฐ์ลวดลายใหม่เพิ่มขึ้นให้เข้ากับยุคสมัย อย่างเช่น ลายกระดุมทอง ลายประคำโป่ง ลายไข่ปลาทรงเครื่อง อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากศิลปะทองโบราณที่งดงาม และสร้างชื่อเสียงให้กับที่นี่แล้ว ยังมีศิลปะการทำทองอีกแขนงหนึ่งซึ่งสร้างชื่อให้กับที่นี่ไม่แพ้กัน นั่นก็คือ การทำทองจิ๋ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งเดียวในประเทศ และเป็นที่ยอมรับจากผู้ที่ชื่นชอบในการสะสมเครื่องทองจิ๋วเหล่านี้ นายทำนอง รุ่งสีทอง จากร้านรุ่งสีทอง ร้านทองเก่าแก่ในพื้นที่ อ.พานทอง ได้เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปว่า ก่อนที่จะมาทำทองจิ๋ว ก็ได้สืบทอดวิชาการทำทองมาจากคุณพ่อ ที่เป็นชาวจีนได้อพยพมาเป็นลูกจ้างทำทองอยู่ที่ฉะเชิงเทรา ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่ อ.พานทอง จากนั้นก็ได้เปิดร้านรับจ้างทำทองมาโดยตลอด จนฝีมือเป็นที่ยอมรับ และได้มีร้านค้าทอง รวมถึงประชาชนได้มาจ้างทำทองเป็นจำนวนมาก โดยที่ตัวเองก็ได้ช่วยงานที่บ้านและได้ซึมซับความรู้วิชาการทำทองมาตั้งแต่เด็ก โดยได้เริ่มหัดทำอย่างจริง ๆ
ทองคำเปลว ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งศาสนา และศิลปวัฒนธรรมของไทย อันแฝงไว้ด้วยคุณค่าทางจิตใจ และธำรงไว้ซึ่งศรัทธาตามวิถีของคนไทย จนถึงขณะนี้แม้จะยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่ามีการใช้ทองคำเปลวเพื่อเป็นเครื่องสักการะทางศาสนาตั้งแต่เมื่อใด แต่ทว่าการใช้ทองคำเปลวในงาน วิจิตรศิลป์ มีหลักฐานว่าใช้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และแพร่หลายมากขึ้นในสมัยอยุธยา และรัตนโกสินทร์ ซึ่งศิลปะนี้เดิมใช้เฉพาะในชนชั้นระดับสูง เช่น พระมหากษัตริย์ และในงานทางพุทธศาสนา ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีช่างทองหลวงกลุ่มหนึ่ง นำความรู้เรื่องการตีทอง ทำทองคำเปลวจากในวัง มาทำเป็นอาชีพในย่านบ้านช่างทอง หรือบริเวณถนนตีทอง ในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จากนั้นไม่นาน ความรู้ในการผลิตทองคำเปลว ได้ถูกถ่ายทอดไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ย่านนี้เป็นแหล่งที่รวบรวม ผู้ผลิตทองคำเปลวมากมาย โดยบนถนนประวัติศาสตร์เส้นนี้ เชื่อมระหว่างถนนเจริญกรุงกับถนนบำรุงเมือง ความยาว 525 เมตร ต้นถนนจดบำรุงเมือง ก่อนถึงลานเสาชิงช้า หัวมุมถนน ด้านตะวันออกเป็นที่ตั้งของวัดสุทัศนเทพวราราม ในอดีต เมื่อใครเดินทางผ่านย่านนี้ ก็จะได้ยินเสียงตีทอง “ตุ๊บ ตุ๊บ ตุ๊บ” อันเป็นที่มาของชื่อถนนตีทอง และจากการเป็นแหล่งผลิตทองคำเปลวขนาดใหญ่ และอยู่ใกล้วัดสำคัญมากมาย อย่างเช่น วัดสุทัศนเทพวราราม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม รวมทั้งใกล้กับย่านสำคัญอื่น อาทิ ย่านบ้านบาตร บริเวณถนนบำรุงเมือง ผลิตบาตร
ทางตะวันออกของถนนหนานจิง กรุงเซี่ยงไฮ้ มีห้างสรรพสินค้าที่มีการขายทองคำซึ่งได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก ในประเทศจีน ทองคำถือว่าเป็นของขวัญที่น่าตื่นเต้น และหลายๆคนต้องการ และยังมีความเชื่อที่ว่าจะนำพาความโชคดีมาให้ ที่ประเทศจีน มักจะมีการมอบทองคำเป็นของขวัญให้กับเด็กๆในครอบครัวในโอกาสพิเศษต่างๆ เปรียบเสมือนกับเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง ร่ำรวย ดั่งสำนวนที่ว่า “คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด” โดยจะเป็นประเพณีการมอบทองให้กับทารกแรกเกิด ด้วยสร้อยคอทองคำหรือกำไลข้อมือเล็กๆ ซึ่งจะมีการซื้อขายกันเป็นอย่างมากในช่วงตรุษจีน เครื่องประดับอันแสนหรูหรานี้เป็นทองคำ 24k (99.99%) ที่มักจะใช้ในรูปแบบของสัญลักษณ์จักรราศี เช่น มังกร งู เสือ และม้า เป็นต้น โดยสิ่งเหล่านี้ผู้คนก็ยอมที่จะเสียเงินลงทุนตราบเท่าที่ทองคำยังคงความงามไว้อยู่ ทองคำ ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อนคริสต์กาล – ค.ศ 220) แต่ด้วยการเข้ามาของศาสนาพุทธมากขึ้นจนทำให้ในช่วงราชวงศ์ที่ 6 (ค.ศ. 222 – 589) ได้มีการครอบครองทองคำอย่างแพร่หลายนอกราชสำนัก เนื่องจากการนำทองคำของเหล่าผู้ที่นับถือศาสนาพุทธนั้นมาร่วมกันสร้างพุทธบูชาทองคำต่างๆขึ้น เช่น เจดีย์ทองคำ และพระพุทธรูปทองคำ เป็นต้น ปัจจุบัน จีนเป็นตลาดเครื่องประดับทองคำที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากการที่เศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยชาวจีนมองว่าการซื้อเครื่องประดับทองคำแสดงให้เห็นถึงการมองการณ์ไกลทางการเงิน และเชื่อว่าจะนำความโชคดีมาให้ ทาง เวิลด์ โกลด์ เค้าน์ซิล
อีกหนึ่งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการป้องกันและระวังภัยที่เกิดขึ้นในวงการค้าทองคำ ผ่านทางสื่อออนไลน์ เว็บไซต์ ranthong และ Facebook ร้านทองระวังภัย ซึ่งคนในวงการรู้จักกันในชื่อของเอี้ยก้วย หรือนายองอาจ สิทธินววิธ นอกจากจะเป็นแอดมินของ www.ranthong.com แล้ว ยังเป็นแอดมิน Facebook ร้านทองระวังภัยอีกด้วย นายองอาจฯ กล่าวถึง Facebook ร้านทองระวังภัยว่าขณะนี้มีผู้ค้าทองเข้าไปใช้บริการและร่วมแบ่งปันข้อมูลเป็นจำนวนมากแต่ยังเป็นกลุ่มปิด คนที่จะเข้าไปได้ต้องเป็นผู้ค้าทองเท่านั้น ผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกต้องสมัครโดยใช้เอกสารใบค้าของเก่า หรือ ทะเบียนพาณิชย์ เพื่อป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพที่จะมาคอยดูความเคลื่อนไหวและล่วงรู้ข้อมูลของกลุ่มผู้ค้าทอง รวมถึงการดำเนินงานของสมาคมฯ และตำรวจ ในการป้องกันและปราบปรามกลุ่มมิจฉาชีพ หลังจากที่ Facebook ร้านทองระวังภัย ได้เปิดตัวมาประมาณ 2-3 ปี ขณะนี้เครือข่ายได้ขยายตัวต่อเนื่องและได้รับข้อมูลหลายๆ ด้าน โดยผู้ประกอบการจะนำมาแบ่งปันกัน ก่อนที่ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งกระจายผ่านช่องทางต่างๆ ให้เพื่อนร่วมอาชีพได้รับทราบ ทั้งนี้ คุณเอี้ยก้วย ยอมรับว่าวิวัฒนาการของกลุ่มมิจฉาชีพค่อนข้างจะน่ากลัว งานของปลอมที่ทำออกมาใกล้เคียงของจริงมาก “ในช่วงแรกๆ งานของปลอมที่ผลิตออกมา ไม่ใกล้เคียงกับของจริงหรอก ผู้ที่มีความชำนาญไม่ต้องมากมายมองผ่านๆ ก็ดูออก แต่ปัจจุบันงานของปลอมพัฒนามาเรื่อยจนเทียบเท่าของจริงแล้ว ถ้าผู้ค้าไม่ดูให้ละเอียดรับรองว่าพลาดแน่ๆ อย่างไรก็ตามผู้ที่อยู่ในเครือข่าย และได้ข้อมูลไปก็อาจจะได้รับความปลอดภัยเพิ่มขึ้น เพราะสมาชิกจะแจ้งข้อมูลว่าในพื้นที่ใดควรจะระวัง และทองลวดลายใดให้เพิ่มความระมัดระวัง หรือการปฎิบัติงานของกลุ่มมิจฉาชีพจะมาในลักษณะใด”
เรื่องราวการทะเลาะกันของขาใหญ่ ซึ่งขาลีบอย่างเราๆ ก็ต้องรับผลไม่มากก็น้อยถ้าเราลองย้อนอดีตดูการสู้รบมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการแย่งชิงอาหารหรือของมีค่าที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลพอสังคมพัฒนาขึ้นก็เริ่มเป็นการสู้รบระหว่างชนชาติ พัฒนาการของอาวุธที่ใช้ก็มีการพัฒนาไปด้วยเช่นกัน แต่ปัจจุบันการต่อสู้กลับไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธ (ในความหมายของสิ่งที่ให้ประหัตประหารกัน) แต่ใช้สิ่งที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจทั้งแต่ราคาสินค้า การครอบครองทรัพยากรที่จำเป็นรวมถึงการสู้รบผ่านระบบอัตราแลกเปลี่ยน สงครามค่าเงิน (currency war) มีการพูดถึงมาพักใหญ่แต่เริ่มเห็นสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลังจากรอยร้าวของชาติมหาอำนาจสองขั้วเริ่มร้าวลึกขึ้น คู่ขัดแย้งที่ชัดเจนคือสหรัฐอเมริกา กับแฝดต่างฝาอย่างจีน-รัสเซีย สหรัฐอเมริกาครอบครองความได้เปรียบมายาวนานหลังสงครามเย็น แต่ด้วยการกระทำที่ดูจะเป็นการวางก้ามมากจนเกินไป จนทำให้ชาติที่ไม่ได้เป็นลูกไล่สหรัฐฯ เริ่มแสดงอาการไม่พอใจและเริ่มที่จะหาทางตีตัวออกจาก “ระบบ” ที่สหรัฐฯ สร้างขึ้น จีนเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดและมีข้อพิพาททางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ มาพักใหญ่ตั้งแต่เรื่องการกีดกันการค้า การรุกหาพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค การแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายบิดเบือนกลไกตลาดของสหรัฐฯ ของจีนที่ถือเป็นความกล้าหาญที่ชาติอื่นก็ไม่พอใจแต่เลือกที่จะไม่พูด ความพยายามในการผลักดันค่าเงินหยวนให้กลายเป็นสกุลเงินที่ใช้ชำระราคาระหว่างประเทศได้ เหล่านี้ล้วนเป็นการท้าทายอำนาจสหรัฐฯ ด้านรัสเซียเองหลังจากถูกกดดันในหลายด้านจนยูเครนซึ่งเป็นเหมือนลูกศิษย์ก้นกุฎิเริ่มตีตัวออกห่างจนทำให้รัสเซียอดรนทนไม่ได้ ก็เริ่มแสดงแสนยานุภาพเพื่อเป็นการเตือนสหรัฐฯ และพันธมิตรว่าอย่ารุกมามากกว่านี้ด้วยการเข้ายึดแคว้นไครเมียและกลายเป็นฉนวนความขัดแย้งสำคัญที่ทำให้รัสเซียเลือกที่จะ “ตอบโต้” ด้วยนโยบายด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทรัพยากร ด้วยการทำข้อตกลงหลายเรื่องกับจีนที่ถือเป็นพันธมิตรที่จำเป็นจะต้องจับมือด้วย เพียงเพราะมีศัตรูคนเดียวกัน โดยผมมองว่ารัสเซียคงมีความพยายามที่จะทำให้ระบบดอลลาร์ที่มีอยู่เดิมเกิดความสั่นคลอนด้วยการให้ชำระราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสกุลเงินอื่น ซึ่งถือเป็นการทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจริงๆ และผมมองว่าการกดราคาน้ำมันให้ลดต่ำลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาก็น่าจะเป็นผลมาจากเกมส์การต่อสู้นี้ เป็นการตอบโต้รัสเซียเกมส์การต่อสู้แบบนี้จะยังดำเนินไปอีกในอนาคตและน่าจะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ผลกระทบจาก currency war จะทำให้ความผันผวนของระบบสกุลเงินมีมากขึ้นโดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีผลต่อราคาทองคำโดยตรง นอกจากนี้การที่จีน-รัสเซียจะผลักดันค่าเงินหยวนและรูเบิลขึ้นมาเป็นสกุลเงินที่ทัดเทียมดอลลาร์สหรัฐฯ ก็จะมีความจำเป็นที่จะต้องมีการสะสมทองคำเพิ่มขึ้นในทุนสำรองและที่ผ่านมาทั้งสองประเทศก็มีการสะสมต่อเนื่องจริง ดังนั้นถ้ามองมุมนี้ระยะยาวทองคำน่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ถูกใช้เป็นหนึ่งในอาวุธในการทำสงครามค่าเงิน ที่มา : จูเก๋อเลี่ยง วารสารทองคำ ฉบับที่ 43
ในเดือนที่ผ่านมา ประเด็นร้อนที่ได้รับการจับตามองจากนักลงทุนทั่วทั้งโลก คงหนีไม่พ้นประเด็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินของกลุ่มสหภาพยุโรปในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้งนี้ ทางธนาคารกลางยุโรป ออกมาประกาศเข้าซื้อสินทรัพย์หลายประเภท โดยเฉพาะพันธบัตรในวงเงินถึง 6 หมื่นล้านยูโร ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ซึ่งคิดเป็นวงเงินกว่า 1 ล้านล้านยูโร ซึ่งถือว่าเป็นการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว ซึ่งหลายฝ่ายออกมาวิตกกังวลว่า การทำคิวอีครั้งนี้ถือว่ามีความยากพอสมควร เนื่องจาก สภาพเศรษฐกิจในยูโรแตกต่างจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯและญี่ปุ่นซึ่งทำการผ่อนคลายนโยบายการเงินและสำเร็จมาแล้ว ด้วยการที่กลุ่มสหภาพยุโรปไม่ได้มีเพียงประเทศเพียงเดียว แต่มีอีก 18 ประเทศซึ่งต่างมีคุณภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน หลังวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป ปี2014 นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรปสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับนักลงทุนทั่วโลกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการดำเนินนโยบายการเงิน จากการที่อัตราเงินเฟ้อของกลุ่มยูโรโซนนั้นลดลงต่ำกว่า 1% อย่างต่อเนื่อง ส่งสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะเงินฝืด (Deflation) ทาง ECB ประกาศการใช้มาตรการทางการเงินแรก คือ TLTRO (Target Long Term Refinancing Operation)หรือการปล่อยสินเชื่อให้กับธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำและคงที่ ที่ระดับ 0.05% และปรับอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่ธนาคารพาณิชย์พักไว้ (Deposit facility) เหลือ -0.2% สองคือ การเข้าซื้อสินทรัพย์ของภาคเอกชนประเภท ABS (Asset Back
เซี่ยงไฮ้ โกลด์ เอ็กซ์เชนจ์ (SHANGHAI GOLD EXCHANGE / SGE) และ เวิลด์ โกลด์ เค้าน์ซิล (World Gold Council / WGC) ได้พัฒนาองค์กรทางด้านการตลาดเพื่ออุตสาหกรรมทองคำ โดยลงนามใน ‘MOU’ เกี่ยวกับเรื่องของ ความเข้าใจในข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ซึ่ง เซี่ยงไฮ้ โกลด์ เอ็กซ์เชนจ์ เป็นองค์กรแลกเปลี่ยนซื้อขาย physical gold ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเวิลด์ โกลด์ เค้าน์ซิล ก็เป็นผู้ที่มีอำนาจ ทั่วโลก เกี่ยวกับเรื่องของอุตสาหกรรมทองคำ โดยที่ทั้งสององค์กรได้มีการจับมือร่วมกันให้การสนับสนุนในการพัฒนาการซื้อขายทองคำทั้งในประเทศและต่างประเทศของจีน โดยใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ทำให้ตลาดทองคำจีนเข้าสู่การเป็นตลาดระดับสากล ด้วยการซื้อขายผ่านเขตการค้าเสรีของเซี่ยงไฮ้ เพื่อที่จะสนับสนุนการขยายตัวของตลาด ซึ่งมีในข้อตกลงในการให้การสนับสนุน การพัฒนาการลงทุนในการผลิตทองคำ และการแก้ไขปัญหาสำหรับอุตสาหกรรมและนักลงทุนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2014 ที่ผ่านมา คณะกรรมการระหว่างประเทศเริ่มมีการประชุมอย่างเป็นทางการโดยให้ทาง เซี่ยงไฮ้ โกลด์ เอ็กซ์เชนจ์ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ตลาดทองคำจีนเข้าสู่ระดับสากล คณะกรรมการระหว่างประเทศได้มีการอนุมัติให้นักลงทุนต่างประเทศ สามารถที่จะใช้เงินหยวนในการซื้อขายแลกเปลี่ยนโลหะมีค่าและ
จากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงขาดเสถียรภาพอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอันเนื่องมาจากปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และวิกฤติหนี้สาธารณะที่ยังคงเรื้อรังและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงแผ่กระจายเข้าครอบคลุมประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรป อีกทั้งปัญหาความผันผวนของราคาพลังงาน ตลอดจนภาวะเงินเฟ้อซึ่งมีทีท่าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทองคำจึงได้กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของนักลงทุนทั้งรายเก่ารายใหม่ที่หวังเพิ่มพูนความมั่งคั่งผ่านการเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคาทองคำ ซึ่งการสะสมความมั่งคั่งผ่านการถือครองทองคำนั้นมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตามความถนัด ความชอบ และจำนวนเงินในกระเป๋า เช่น ทองรูปพรรณ ทองคำแท่ง และเหรียญทองคำ เป็นต้น รูปแบบการสะสมทองคำ มนุษย์เราคุ้นเคยกับการออมและการสะสมความมั่งคั่งด้วยทองคำมาตั้งแต่ในอดีต ผ่านการสวมใส่เครื่องประดับทองซึ่งถือเป็นวิธีการแสดงออกถึงฐานะของผู้เป็นเจ้าของ อย่างไรก็ตาม ค่าความบริสุทธิ์ของเครื่องประดับทองซึ่งได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับ ในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไป เช่น ค่าความบริสุทธิ์ของเครื่องประดับทองในตลาดจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง อยู่ที่ 24, 22 และ 21 กะรัต ตามลำดับ ขณะที่ค่าความบริสุทธิ์ของทองรูปพรรณที่จำหน่ายในประเทศไทยคือ 23.16 กะรัต หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าทอง 96.5% เมื่อการสะสมความมั่งคั่งด้วยทองคำเริ่มเป็นที่นิยมในวงกว้าง บทบาทและความสำคัญของทองคำแท่งจึงเพิ่มมากขึ้น ข้อดีของการถือครองทองคำแท่งคือ การซื้อขายสามารถทำได้คล่องตัวกว่าทองรูปพรรณ อีกทั้งใช้เงินลงทุนต่ำกว่าเพราะไม่มีค่ากำเหน็จ หากแต่เกิดภาระด้านการเก็บรักษา และไม่สามารถ สวมใส่เพื่อความสวยงามได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันทองคำแท่งมีให้เลือกสะสมทั้งค่าความบริสุทธิ์ 99.99% และ 96.5% กหนึ่งรูปแบบของการสะสมความมั่งคั่งผ่านการถือครองทองคำและยังให้ความเพลิดเพลินในรูปของของสะสมคือ เหรียญทองคำซึ่งมีทั้งเหรียญกษาปณ์และเหรียญที่ระลึก การสะสมทองคำในรูปแบบนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา
น่าน ดินแดนแห่งศิลปวัฒนธรรม และประเพณีอันงดงาม ที่สืบทอดกันมากว่า 600 ปี และมีพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง อันเป็นพระธาตุประจำปีนักษัตรเถาะ เป็นปูชนียสถานสำคัญประดิษฐานเป็นมงคลอยู่ พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง แฝงด้วยปรัชญาธรรมอันสูงส่ง ตั้งแต่นาม “แช่แห้ง” ที่ปราชญ์โบราณกล่าวไว้ว่าการ “แช่” อยู่ในกิเลสตัณหา ไม่ว่าจะเป็น โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งการจะทำตัวให้ “แห้ง” หรือหลุดพ้นได้ คือ การดับเสียซึ่งกิเลสตัณหาเหล่านั้น บันทึกไว้ในพงศาวดารเมืองน่านว่า พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง สร้างขึ้นเมื่อปี 1891 ในสมัยพระยาการเมืองเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพิมพ์เงินและพระพิมพ์ทองที่พระยาการเมืองได้รับพระราชทานจากพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งไปช่วงสร้างวัดหลวงอภัย ที่กรุงสุโขทัย ส่วนที่เป็นตำนานเล่าขานต่อๆ กันมาว่า เมื่อครั้งพระพุทธองค์เดินทางเผยแผ่พระศาสนามาถึงเมืองนันทบุรี (เมืองน่านในอดีต) และประทับอยู่ ณ ริมน้ำห้วยไคร้ เจ้าผู้ครองนครนามว่า พญามลราช และ เทวีสัณฐมิต พระมเหสี ได้ถวายผ้าสรงน้ำแด่พระพุทธองค์ เมื่อทรงรับเอาผ้านั้นมาสรงน้ำแล้ว ผ้าผืนนั้นก็กลายเป็นแผ่นทองคำ เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ชาวเมือง พระอานนท์ ซึ่งตามเสด็จด้วย ได้กราบทูลขอพระเกศาไว้เพื่อเป็นที่สักการบูชาแก่คนและเทวดาทั้งหลาย พระพุทธองค์ทรงลูบพระเศียร ได้พระเกศามาองค์หนึ่ง แล้วตรัสว่า





