ประเทศบรูไนมีชื่อทางการว่า เนการา บรูไน ดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam) มีความหมายว่าดินแดนแห่ง สันติสุข มีเมืองหลวง ชื่อ บันดาร์ เสรี เบกาวัน บรูไนเป็นประเทศเล็กๆ มีพื้นที่ไม่ถึง 5,800 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ ของ เกาะบอร์เนียว (เกาะใหญ่อันดับ 3 ของโลก ที่มีเขตแดนบางส่วนของประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย) มีชายฝั่งด้านเหนือ ติดทะเล จีนใต้ ส่วนดินแดนทางบกที่เหลือถูกล้อมรอบ ด้วยรัฐซาราวักของมาเลเซีย ซึ่งกั้นประเทศออกเป็นสองส่วนคือ ด้านตะวันตกที่มีประชากรอยู่กว่า 97% และด้านตะวันออกที่มีพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นเขตป่าธรรมชาติ บรูไนมีพื้นที่กว่า 70% เป็นป่าไม้เขตร้อน จึงถูกเรียกเป็น “โอเอซิสสีเขียวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” บรูไนมีประชากรกว่า 4 แสนคนเท่านั้น ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามาเลย์เป็นหลัก มีสังคมและวัฒนธรรม เป็นรูปแบบอนุรักษ์นิยม สกุลเงินตราที่ใช้คือ ดอลลาร์บรูไน (BND) มีอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 22
Category Archives: บทความน่าสนใจ
หาก ต้องการขยายโอกาสทางการค้าไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โอมานนับเป็น 1 ในประเทศที่น่าสนใจ โดยนอกจากจะมีที่ตั้งที่เป็นประตูสู่ตะวันออกกลางแล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังยุโรปและเอเชียได้ นอกจากนี้การเมืองและเศรษฐกิจยังมีเสถียรภาพมากกว่าประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง เนื่องจากโอมานไม่ยึดอุดมการณ์ทางการเมืองและศาสนาในการดำเนินนโยบายทาง เศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทย โดยในกลุ่มตะวันออกกลางจำนวน 14 ประเทศ โอมานจัดเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าจากไทยที่มีมูลค่าสูงเป็นลำดับที่ 4 รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย และอิสราเอล ด้วยมูลค่าราว 660 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขขั้นต่ำเนื่องจากไม่ได้นับรวมการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังดูไบและส่งต่อ (re-export) ไปยังโอมานอีกทอดหนึ่ง โอมานจึงเป็น 1 ในประเทศเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับการขยายโอกาสการค้าการลงทุนในต่างแดน โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลโอมานเร่งส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ “ดูคุม” และโครงการสร้าง Duqm Frontier Town เพื่อเป็นศูนย์กลางการส่งออกของตะวันออกกลาง เนื่องจากรายได้หลักของโอมานกว่า 85% มาจากการส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ จึงเป็นที่กังวลของประเทศคู่ค้าว่าสภาวะขาลงของราคาน้ำมันที่ปัจจุบันอยู่ที่ 41.58 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (เมษายน 2559) จะสั่นคลอนต่อตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลโอมานจึงเริ่มหาช่องทางลงทุนอื่น นอกจากการแสวงหาความมั่งคั่งจาก ทรัพยากรใต้ดินเป็นหลัก เช่น การลงทุนใน Mega Project อย่าง
ในฐานะผู้ผลิตเครื่องประดับทองคำรายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก และผู้ส่งออกเครื่องประดับทอง มากเป็นอันดับสองของโลก ตุรกีจึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้าของ 80 ประเทศในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน ยุโรปตะวันออก สหพันธรัฐรัสเซียและกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS: เป็นประเทศที่เคยเป็นสมาชิกของ สหภาพโซเวียตเก่าจำนวน 12 ประเทศ) ตะวันออกกลาง ทะเลดำ (Black Sea) คอเคเชีย และแอฟริกาเหนือ สืบเนื่องจากงานศิลปหัตถกรรมเครื่องประดับตุรกีที่มีรากฐานมาจากมรดกทางวัฒนธรรมและ ประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ถึง 5 พันปีของดินแดนอนาโตเลีย จวบจนปัจจุบันนี้ก็ได้รับการผสมผสานเข้ากับ เทคโนโลยีอันทันสมัย ฝีมือช่างที่โดดเด่น ความหลากหลายไร้ขีดจำกัด ศักยภาพในการผลิตที่ตอบสนองได้ทุกความต้องการ คุณภาพชั้นเยี่ยม ระดับราคาที่เอื้อต่อการแข่งขันในตลาด และความสามารถในการส่งมอบสินค้าในระยะเวลาที่สั้นลงมาก ส่งผลให้ธุรกิจการค้าและการส่งออกเครื่องประดับทองของตุรกีเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศและตลาดต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น บทบาทของทองคำในตุรกี รายงานที่เผยแพร่โดย World Gold Council เรื่อง Turkey: gold in action พูดถึงอุตสาหกรรม เครื่องประดับตุรกี โดยศึกษาบทบาทของทองคำในชีวิตประจำวันของประชากรในตุรกี ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคทองคำมากเป็นอันดับที่สี่ของโลก และยังวิเคราะห์การมีส่วนช่วยเหลือเศรษฐกิจของชาติอีกด้วย ตุรกีเป็นโลกใบย่อมของตลาดทองคำโลก กล่าวคือ เป็นประเทศที่ตั้งของห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดของ ทองคำ นับตั้งแต่การทำเหมือง การสกัดทอง ไปจนถึงการออกแบบเครื่องประดับ
ในสหรัฐอเมริกาโลหะสีขาวอย่าง เงิน ทองขาว และแพลทินัมได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นมาก ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา อันเป็นผลจากกระแสแฟชั่นและการสวมใส่ของเหล่าคนดังบนพรมแดง รวมไปถึงการโฆษณาโดย Platinum Guild International โฆษณาของ Diamond Trading Company โฆษณาทางโทรทัศน์ที่ฉายไปทั่วประเทศจากร้านค้าเครือข่ายขนาดใหญ่ และโฆษณาอันชวนดึงดูดทางสื่อสิ่งพิมพ์จากแบรนด์นักออกแบบเครื่องประดับชั้นสูง หากทว่าการเติบโตนี้เดินทางมาพร้อมกับภาระความรับผิดชอบของผู้ขายเครื่องประดับด้วย ในฐานะผู้ค้าปลีกจะต้องรับผิดชอบ หรือแม้กระทั่งมีพันธะผูกพันต่อการเปิดเผยข้อมูลว่า เครื่องประดับทองขาวบางชิ้นหรือทุกชิ้นที่ขายนั้น ชุบด้วยโรเดียมหรือไม่ รวมถึงเตรียมรับมือเมื่อลูกค้าคืนสินค้าทองขาวที่วัสดุชุบหลุดลอกออกและเผยให้เห็นทองผสมสีออกเทาหรือน้ำตาลที่อยู่ภายใน กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องเปิดเผยว่าสินค้าผ่านการชุบโรเดียม หากแต่เป็นเรื่องของสิ่งที่ควรทำโดยเฉพาะเมื่อสินค้านั้นมีแนวโน้มที่จะต้องนำมาชุบใหม่เมื่อใช้ไปนานๆ (โดยเฉพาะสินค้าประเภท กำไลและแหวน) ผู้ขายเครื่องประดับบางรายอาจมองว่าการร้องเรียนจากลูกค้าเกี่ยวกับเครื่องประดับที่วัสดุชุบหลุดลอกเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าได้หนทางหนึ่ง ด้วยการเสนอบริการ “ชุบใหม่” สำหรับสินค้าที่เป็นปัญหานั้น สิ่งนี้ฟังดูดีในเชิงทฤษฎี แต่ด้วยเหตุผลใดจึงต้องรอให้เกิดปัญหาหรือข้อร้องเรียนขึ้นก่อน เพราะลูกค้าที่ผิดหวังจำนวนมากอาจไม่ยอมกลับมาที่ร้านอีกเลยก็ได้ การชุบใหม่อาจมีความจำเป็น แต่ไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง วิธีที่ดีกว่าคือการหลีกเลี่ยงปัญหาเสียตั้งแต่แรก แทนที่จะสร้างความผิดหวังให้ลูกค้า วิธีการง่ายๆ ที่สามารถทำได้คือ การซื้อเครื่องประดับทองขาวชั้นดีที่ไม่ผ่านการชุบ ซึ่งมีส่วนผสมของแพลเลเดียม โรเดียม และโลหะสีขาวอื่นๆ เป็นสัดส่วนสูง ซึ่งจะช่วยให้ประกาย “สีขาว” มีมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ทำได้และควรทำคือ การตั้งราคาเพิ่มขึ้นอีกระดับสำหรับสินค้ากลุ่มนี้ โดยอธิบายว่า ชิ้นงานไม่ได้มีแค่เนื้อทอง 14 หรือ 18 กะรัตอยู่เท่านั้น
ปัจจุบันแม้ราคาทองคำในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นเพียงใด ทว่าทองคำก็ยังคงมีคุณค่าในตัวเองที่ใครๆ ต่างก็ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ เพราะนอกจากทองคำจะเป็นโลหะธาตุมูลค่าสูงซึ่งถูกใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน เนื่องด้วยไม่เสื่อมค่าและมีสภาพคล่องสูง เป็นที่ยอมรับในระดับสากลจึงใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศแล้ว ทองคำยังถือว่าเป็นวัตถุที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว มีสีเหลืองสว่างสดใสและมีความสุกปลั่งเป็นประกายสวยงามสะดุดตา เนื้อทองคำมีความยืดหยุ่นและเหนียวคงทน จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักใช้ทำเป็นเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย ด้วยเหตุนี้ผู้คนทั่วโลกจึงยังนิยมซื้อทองคำหรือเครื่องประดับทองเฉกเช่น ค่านิยมในอดีต โดยเฉพาะชาวเอเชียที่ให้ความสำคัญต่อการสวมใส่เครื่องประดับทองรูปพรรณ ดังที่ยึดถือกันมาตามขนบธรรมเนียมประเพณีแต่ดั้งเดิม โดยมักใช้ในพิธีหมั้นหรือแต่งงาน ซึ่งแทนค่าสินสอดในการขอแต่งงาน หรือใช้เป็นของขวัญให้แก่กันและกันในโอกาสหรือช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ ขณะเดียวกันการสวมใส่เครื่องประดับทองของ ผู้คนในปัจจุบันนอกจากในแง่คุณค่าทางจิตใจและความสวยงามแล้ว ยังเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงฐานะทางสังคมหรือความทันสมัยตามกระแสแฟชั่น อีกทั้งเครื่องประดับทองยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์สะสมความมั่นคงที่เหมาะแก่การลงทุนด้วยเช่นกัน เครื่องประดับทองอันทรงคุณค่าตามวิถีไทย ในประเทศไทยนั้น การนำทองคำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับเฟื่องฟูมาตั้งแต่ยุคสมัยสุโขทัยต่อเนื่องไปยังสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยแรกเริ่มเป็นการผลิตเพื่อใช้ในระดับกษัตริย์ ราชวงศ์ ขุนนางชั้นสูงต่างๆ ด้วยยังมีกฎระเบียบแบบแผนในการสวมใส่เครื่องประดับ และห้ามมิให้สามัญชนทั่วไปมีเครื่องประดับได้ จนกระทั่งในช่วงกลางยุคสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งเปิดกว้างให้ชาวต่างชาติ ทั้งจากยุโรปและจีนเดินทางเข้ามาค้าขายสินค้ากันอย่างคึกคัก รวมไปถึงช่างทองชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบกิจการและอาศัยอยู่ในไทยด้วย ทำให้การใช้เครื่องประดับมิได้จำกัดเช่นแต่ก่อน จึงมีการผลิตและการสวมใส่เครื่องประดับกันอย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชนมากยิ่งขึ้น จากทองคำที่มีสถานภาพเป็นเพียงแร่ธาตุหายากชนิดหนึ่ง ได้รับการหล่อหลอมสลักเสลาเกลากลึง ตัดต่อสร้างสรรค์ให้สามารถอวดความงามได้ในรูปของเครื่องประดับอันประณีตอ่อนช้อย โดยอาศัยภูมิปัญญาอันชาญฉลาด ผ่านการสั่งสมประสบการณ์และทักษะฝีมือความชำนาญทางเชิงช่าง จนกลายเป็นรากฐานทาง ศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญ และเป็นมรดกทางหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าที่เฟื่องฟู และสืบทอดมาอย่างยาวนานในหลายยุคสมัยของไทยจวบจนปัจจุบัน ส่งผลให้การรังสรรค์เครื่องประดับทองของไทยในยุคสมัยนี้ถือได้ว่ามีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยฝีมือเชิงศิลป์ที่วิจิตรงดงาม ซึ่งถ่ายทอดเทคนิคการผลิตมาจากบรรพบุรุษในท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงต่อยอดองค์ความรู้ดั้งเดิมควบคู่ไปกับการประยุกต์พัฒนางานฝีมือ ผสมผสานรูปแบบโบราณและร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชิ้นงาน และสืบสานอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ให้ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ต่อเนื่องจากความรุ่งเรืองในอดีต ปัจจุบันเครื่องประดับทองที่มีจำหน่ายในประเทศไทยนั้น แบ่งออกได้เป็นทองรูปพรรณหรือที่เรียกว่า
เครื่องประดับทอง และทองคำเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอินเดีย เนื่องจากเป็นของขวัญที่นิยมให้กันในงานพิธี และงานฉลองในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะงานแต่งงาน ชาวอินเดียจึงมีความต้องการซื้อหาทองคำมาไว้ ในครอบครองอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งผลกระทบจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและสังคมเมืองจากการเปิดเสรีการค้า และการเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้นของอินเดีย ทำให้เกิดการเติบโตทางด้านการสร้างงานและรายได้ให้กับคนในประเทศ ส่งผลให้ชาวอินเดียมีความสามารถในการตอบสนองสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มมากขึ้น แต่จากการที่ราคาทองคำในตลาดโลกนั้นมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ผนวกกับปัญหาการขาดดุลบัญชี เดินสะพัดอย่างหนัก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าทองคำจากต่างประเทศ ทำให้รัฐบาลอินเดียต้องหันมาใช้นโยบายคุมเข้มด้านการนำเข้าทองคำมากขึ้น ผลจากนโยบายดังกล่าว ทำให้เกิดกระบวนการลักลอบนำเข้าทองคำอย่างผิดกฎหมายขึ้นในประเทศ ดังนั้น เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ทางกระทรวงการคลังของอินเดียจึงได้ริเริ่มโครงการ “ฝากทองไว้กับธนาคาร” (Gold Deposit Scheme: GDS) โดยมีจุดประสงค์เพื่อระดมทองคำภายในประเทศ ซึ่งซาวอินเดียส่วนใหญ่นิยมเก็บรักษาไว้ที่บ้าน หรือฝากไว้ตามร้านขายทอง โดยไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ และจะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อมีงานแต่งงาน หรืองานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสต่างๆ โดยจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.75 – ร้อยละ 1 ของราคาทองคำที่นำมาฝาก และเมื่อครบอายุการฝากทอง (สามารถฝากได้ ตั้งแต่ 6 เดือน จนถึง 7 ปี) ลูกค้าสามารถเลือกรับทองคำคืนในรูปของทองคำแท่งหรือเหรียญทอง (ความบริสุทธิ์ ร้อยละ 99.99) นำทองคำมาเข้าโครงการต่อเพื่อลงทุนใหม่ เงินสด หรือแม้กระทั่งโอนทองคำของตนไปยังบัญชีลูกค้ารายอื่น สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากการได้รับดอกเบี้ยคือ ลูกค้าจะได้รับการยกเว้นภาษีต่างๆ
Jewelmer ถือเป็นผู้นำการผลิตไข่มุกสีทองคุณภาพอันดับหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ ณ หมู่เกาะปาลาวัน ประเทศ ฟิลิปปินส์ จัดตั้งโดย ฌากส์ บราเนลเล็ค นักบินชาวฝรั่งเศส ที่ละทิ้งวงการนักบินเข้าสู่วิถีการทำฟาร์มไข่มุกกับอาจารย์ชาวญี่ปุ่น จนประสบความสำเร็จเป็นรายแรกๆ ของโลกในการเพาะเลี้ยงมุกตาฮิติ (ไข่มุกสีดำ) แต่เมื่อขัดแย้งกับหุ้นส่วนจึงขายบริษัททิ้ง จากนั้น ฌากส์ บราเนลเล็ค จึงแล่นเรือสำรวจแหล่งการทำฟาร์มไข่มุกไปเกือบทั่วโลก ทั้งยุโรป มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรแปซิฟิก และเอเชีย จนมาถึงหมู่เกาะปาลาวัน ประเทศฟิลิปปินส์ แหล่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมาพบกับ Mr.มานูแอล โคจองโก นักธุรกิจชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งมีวิสัยทัศน์ตรงกัน จึงได้ร่วมกันก่อตั้งฟาร์มไข่มุก Jewelmer International Corporation มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2522 และใช้เวลาคิดค้นและพัฒนาไข่มุกสีทองสำเร็จเป็นเจ้าแรกของโลก ปัจจุบัน Jewelmer มีฟาร์มไข่มุกสีทองอยู่ 6 แห่งบนหมู่เกาะปาลาวัน สถานที่อนุบาลหอยมุก และห้องแล็ปวิจัย 2 แห่ง โรงงานเครื่องประดับ 1 แห่ง และโชว์รูมเครื่องประดับ 10 แห่ง ใน
เครื่องประดับทองคำเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ด้วยเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมั่งคั่ง ความมั่งมี และความเป็นสิริมงคล คนไทยจึงนิยมนำมาสวมใส่ติดกายเพื่อแสดงสถานะทางสังคม ตลอดจนใช้ในงานมงคล ต่างๆ เช่น มอบเป็นของขวัญให้แก่ลูกหลาน หรือใช้เป็นสินสอดทองหมั้นของคู่แต่งงาน เป็นต้น เครื่องประดับทองคำจึงกลายเป็นสินค้าอันดับแรกที่คนไทยส่วนใหญ่มักเลือกซื้อตลอดมา ทั้งนี้ในอดีตรูปแบบ และวิธีการผลิตเครื่องประดับทองคำในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันตามวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ทุกชิ้นงานถูกรังสรรค์ด้วยมือโดยช่างทองที่มีความชำนาญชั้นสูง แม้ปัจจุบันร้านค้าทองคำจำนวนมากจะนำเครื่องจักรมาใช้ผลิตเครื่องประดับมากขึ้น หากแต่หลายพื้นที่ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์การผลิตของท้องถิ่นตนเองไว้ พร้อมทั้งยังได้พัฒนารูปแบบให้มีความทันสมัยตามยุคที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย จังหวัดจันทบุรีของไทย เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ยังคงผลิตเครื่องประดับทองคำตามแบบฉบับช่างทองโบราณที่ได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ สินค้าเลื่องชื่อเชิงหัตถศิลป์อันเกิดจากช่างทองในจังหวัดนี้เป็นแหวนทองคำ ซึ่งไม่ใช่แหวนธรรมดาทั่วไปอย่างที่ทุกคนเห็น หากแต่เป็นแหวนที่สามารถถอดออกจากกันและประกอบกลับเป็นวงเดียวกันได้ หรือที่เรียกกันว่า “แหวนกลปริศนา” หรือ “แหวนกลไก” หรือ “แหวนกล” แหวนกลปริศนาจากอดีตสู่ปัจจุบัน หวนกลในประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2504 โดยชาวจีนซึ่งอพยพมาตั้งรกรากอยู่ที่ตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ได้นำความรู้ด้านช่างทองมาประกอบอาชีพในที่แห่งนี้ โดยเริ่มต้นการทำแหวนกล จากการสังเกตเห็นแหวนคล้องไขว้กันของชาวต่างชาติแล้ว จึงได้พัฒนาเป็นแบบฉบับของตนเองขึ้นมา จากนั้นจึงได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกหลานจากรุ่นสู่รุ่น นอกจากนี้ ศิลปะการผลิตแหวนกลยังได้ถูกถ่ายทอดไปยังชาวจันทบุรีรายอื่นๆ ในพื้นที่ดังกล่าว จนกลายเป็นมรดกตกทอดแก่ชาวจันทบุรีสืบต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน ในอดีตแหวนกลส่วนใหญ่มักผลิตจากทองคำ โดยเริ่มต้นจากการออกแบบลวดลายที่ต้องการก่อน จากนั้นจึงนำทองคำที่มีค่าความบริสุทธิ์ 99.99% ไปผสมกับเงินให้ได้ทองคำ 90% เพื่อทำให้เนื้อทองมีความแข็งแรงและเหนียว สามารถถักทอเป็นลวดลายหรือรูปทรงต่างๆ ได้ตามต้องการ เมื่อได้ทองคำ
นับตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2015 สมาชิก 10 ประเทศใน อาเซียนได้หลอมรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) อย่างสมบูรณ์ โดยมี เป้าหมายหลัก 4 ประการตาม AEC Blueprint 2015 ได้แก่ (1) การเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตเดียว ที่ให้มีการ เคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ รวมถึงเงิน ทุนได้อย่างเสรีมากขึ้น (2) การพัฒนาไปสู่ภูมิภาคที่มีความ สามารถในการแข่งขันสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่ง ขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน (3) การพัฒนาเศรษฐกิจอย่าง เสมอภาค มีความเท่าเทียมกัน สนับสนุนและพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม และลดช่องว่างระดับการพัฒนา ระหว่างประเทศสมาชิกใหม่และสมาชิกเก่า และ (4) การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก เน้นการปรับประสานนโยบาย เศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศภายนอกภูมิภาค โดยปัจจุบัน ในส่วนของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่อง ประดับมีความเกี่ยวข้องกับบริบทข้างต้นอย่างชัดเจนใน 2 ประเด็นคือ “การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน” กล่าวคือ
สหพันธรัฐมาเลเซีย (Federation of Malaysia) ถือว่าเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่ม AEC ที่ประสบความสำเร็จจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต ซึ่งเดิมเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ด้วยค่าแรงที่ถูกไปอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตสินค้าที่อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง ด้านกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ จนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ ภายใต้การบริหารของรัฐบาลที่เน้นนโยบายเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น และเคลื่อนไหวไปตามกระแสเศรษฐกิจโลก เช่น สนับสนุนการค้าเสรี ปรับโครงสร้างภาษี เปิดรับการค้าการลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก ตะวันตก โดยให้ไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน คงทน และมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่ค้า นยุคหลังของการปฏิวัติอุตสาหกรรม จะพบว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในอาเซียนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแนวหน้าของหลายประเทศ เพราะสามารถดึงเงินทุนจากต่างชาติเข้าประเทศ ในมาเลเซียเองก็มีอุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุกที่มีบทบาทมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ และยังเคยเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกมาแล้ว ส่วนเหมืองแร่ทองคำแม้ว่าจะยังไม่เป็นตลาดทุนหลักของมาเลเซีย แต่ก็อยู่ในระดับที่กำลังเติบโต เห็นได้จากการที่มีบริษัทต่างชาติ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เข้ามาลงทุนทำเหมืองในรัฐกลันตัน ปะหัง ตรังกานู ซาบาห์ และยะโฮร์ จนเรียกกันว่าเป็น Golden Belt ของประเทศ การลงทุนในทองคำแท่งสามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ Paper Gold และ Physical Gold การลงทุนแบบ Paper Gold หมายถึง






