Category Archives: บทความน่าสนใจ

แร่ไพไรต์ (Pyrite) อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นทองคำ!!

Pyrite should not be mistaken for gold
จากกรณีที่เป็นข่าวชาวบ้านแตกตื่นพบวัตถุชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างและสีคล้ายกับแร่ทองคำ ที่จริงแล้วมันคือแร่อะไรกันแน่ จากข่าวที่ปรากฎ โดยสรุปรวมแล้ว พบว่า วัตถุที่ประชาชนมีความเข้าใจว่าเป็น “แร่ทองคำ” แท้จริงแล้ว เป็น “แร่ไพไรต์” ที่ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ แร่ไพไรต์ (Pyrite) ชื่อแร่ – มาจากภาษากรีก (pyr) แปลว่าไฟ เพราะเมื่อนำไปตีกระทบกับเหล็กกล้าจะเกิดประกายไฟ สีของแร่ชนิดนี้บางครั้งคล้ายทองคำมากจนทำให้ผู้พบเข้าใจผิดคิดว่าเป็นทองบ่อยๆ จึงมีฉายาว่า ทองคนโง่ (Fool’s Gold) คุณสมบัติทางฟิสิกส์ – รูปผลึกระบบไอโซเมตริก มักพบเกิดเป็นรูปผลึกคล้ายลูกเต๋า เกิดเป็นมวลเมล็ด (Granular) หรือเนื้อสมานแน่น ผิวเรียบเป็นมันสีทองเหลือง มีความแข็งของสเกลมอร์เท่ากับ 6 – 6.5 ถ.พ. 5.0 ความวาวคล้ายโลหะ ผงละเอียดสีดำออกเขียว มีร่องขนานถี่ (Striation) บนผิวหน้าผลึกชัดเจน คุณสมบัติทางเคมี – สูตรเคมี FeS2 มี Fe 46.5 % อาจมีสารหนู ทองแดง นิเกิล โคบอลต์ และทองคำ ปนอยู่ด้วยเล็กน้อยเสมอ เวลาเผาไฟจะได้กลิ่นก๊าซ SO4 คล้ายกลิ่นกระเทียม ลักษณะเด่นและวิธีการตรวจ – ดูรูปผลึกรูปลูกเต๋าเด่นชัด Pyrite

น้ำมันพุ่งเกินร้อยเหรียญจากความเสี่ยงอียิปต์ ยาวหรือสั้น

ขอเริ่มกันที่ราคาน้ำมันดิบหลังจากที่ทะลุผ่าน 100 ดอลล่าร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลและเป็นแรงหนุนให้กับราคาทองคำ อย่างที่เราทราบกันดีครับว่าทองคำถูกใช้เป็น hedging inflation หรือสินทรัพย์ที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ราคาน้ำมันก็ถือเป็นตัวกระตุ้นเงินเฟ้อหลักเพราะเป็นต้นทุนในการผลิตสินค้ารวมถึงต้นทุนในการขนส่ง โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และยังมีความวิตกว่าอาจจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องถ้าความวุ่นวายในอียิปต์ยังไม่ยุติ แต่ในมุมมองส่วนตัวผมมองว่าประเด็นนี้น่าจะไม่ยาวแม้จะมีความวุ่นวายต่อการเลือกตั้งใหม่และการต่อต้านของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมในประเทศอยู่บ้าง เหตผลที่ผมเชื่อว่าน่าจะไม่ยาวนักเนื่องจากกลุ่มที่ปฏิวัติสร้างเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่าจะเดินกลับไปสู่การเลือกตั้งในที่สุด และเมื่อพิจารณาเงื่อนไขในการปฏิวัติแล้วก็ถือว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งสนับสนุน และก็มีเหตุผลในมุมของผู้ปฏิวัติ แต่ต้องเรียนก่อนว่าโดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าไม่มีเหตผลใดที่มีน้ำหนักเพียงพอให้ใช้การปฏิวัติ เพราะต้นทุนในการได้มานั้นราคาสูงมาก กลับมาที่เรื่องอียิปต์เท่าที่ผมติดตาม ผมคิดว่าผู้นำการปฏิวัติในอียิปต์มีแนวทางในการเดินหน้าและคำนึงถึงผลกระทบจากภายนอกพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการวางกรอบเวลาสำหรับเดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่เป็นการบอกว่าท้ายสุดประเทศจะกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้หลังจากที่การปฏิวัติเสร็จสิ้นลงยังมีการสนับสนุนจากกษัตริย์อับดุลลาห์ของซาอุดิอาระเบียซึ่งในทางการเมืองอาจจะไม่มีนัยแต่ก็เพิ่มความน่าเชื่อถือให้รัฐบาลใหม่ก่อนที่จะนำพาไปสู่ทางออกอื่นในอนาคต สิ่งที่น่าวิตกคือ การลุกลามของความรุนแรงหลังจากมีการสังหารประชาชนในเมืองใหญ่อย่างไคโรและอเล็กซานเดรียที่อาจจะนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนกลุ่มอื่น ๆ และอาจจะทำให้เรื่องลุกลามบานปลายได้ ขณะที่ต้นเหตของการปฏิวัติมาจากนโยบายในการฟื้นฟูประเทศไม่สัมฤทธิ์ผล ซึ่งรัฐบาลของนายโมฮัมเหม็ด มอร์ซีต้องรับช่วงต่อจากรัฐบาลเผด็จการที่มีการคอรับชั่นมายาวนาน ประกอบกับรัฐบาลของนายมอร์ซีเน้นการรวมอำนวจ แม้จะมาจากการเลือกตั้งแต่เมื่อดูเผิน ๆ แล้วอาจจะคล้ายกับสมัยนายมูบารัคปกครองทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนและมีการออกมาประท้วงอย่างกว้างขวาง โดยมีประชาชนนับล้านร่วมกันขับไล่ทำให้กองทัพตัดสินใจออกมาปฏิวัติในที่สุด โดยการปฏิวัติในครั้งนี้ก็แตกต่างจากเหตุการ “อาหรับสปริง” ที่เป็นการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการอย่างที่เกิดในตูนิเซีย ลิเบีย รวมถึงอียิปต์สมัยนายมูบารัค ทำให้เชื่อว่าเหตุการน่าจะลดความตึงเครียดลงได้ถ้าไม่เกิดเหตุรุนแรงจนเกินไป ซึ่งถ้าประเด็นอียิปต์จบลงราคาน้ำมันก็น่าจะที่ปรับตัวลดลงเช่นกัน เพราะความวิตกเรื่องการขนส่งน้ำมันผ่านคลองสุเอซจะลดลง ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในภาวะชะลอการฟื้นตัวลงก็น่าจะทำให้ Demand น้ำมันในตลาดโลกยังไม่หนุนให้ราคาปรับตัวสูงมากนัก โดยถ้าราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติแรงผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นก็น่าจะลดลงเช่นกัน “แนวโน้มเศรษฐกิจหลังประชุม กนง.” อีกหนึ่งประเด็นที่เป็นเรื่องสำคัญในช่วงกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมาคือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยลง 0.25% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสำหรับเศรษฐกิจไทย ซึ่งถ้าเปรียบเทียบมุมมองที่มีต่อเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งแรกกับครึ่งหลังของปีดูจะแตกต่างกันเป็นหนังคนละม้วน

ประชาคมอาเซียน ผลกระทบต่อธุรกิจและกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดของประเทศไทย2

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับประชาคมอาเซียนจากบทความในเล่มที่ผ่านมากันแล้ว มาในฉบับนี้ เราจะมาดูถึงผลกระทบทางบวก หรือผลดีต่อประเทศไทยว่า จะมีอะไรบ้าง และเราควรจะใช้กลยุทธ์อะไร เพื่อช่วงชิง ความได้เปรียบกับโอกาสที่เข้ามา      ประการแรก ก็คือ จะมีตลาดสินค้าและบริการที่ใหญ่ขึ้น นักธุรกิจไทยจะมีตลาดการค้าที่ใหญ่ขึ้น เพราะมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 580 ล้านคน เพราะทั้ง 10 ประเทศนี้ต่างก็มีจำนวนมหาศาลพอสมควร โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรประมาณ 220 ล้านคน บวกกับ ฟิลิปปินส์ ประมาณ 87 ล้านคน เวียดนาม 84 ล้านคน ไทยอีกประมาณ 63 ล้านคน นับว่าจะการเพิ่มโอกาสทางการค้าเนื่องจากมีขนาดตลาดที่ใหญ่โตขึ้น และจะเอื้อให้การผลิตในลักษณะที่ผลิตมากขึ้นต้นทุนต่ำลงย่อมมีโอกาสมากขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้แต่ละประเทศก็ต้องออกแรง ขยันหาตลาดและมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการหาลูกค้าเช่นกัน กลยุทธ์ในด้านการตลาดการหาลูกค้าจะต้องทบทวนกันใหม่ เพราะลูกค้าใหม่ที่จะเข้ามาในประเทศ ย่อมนำกลยุทธ์ที่เขาเคยประสบความสำเร็จหรือเหนือกว่าเราออกมาใช้ และจะมีการนำวัฒนธรรมในการบริโภค สินค้าเข้ามาให้นักการตลาดของเราได้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นจากเดิม เราต้องเรียนรู้พฤติกรรมการบริโภคสินค้า และบริการ ตลอดจนลูกเล่นทางการค้าของเขา รวมทั้งความเชื่อต่างๆ การปรับตัวของธุรกิจภายในประเทศ จะต้องทันต่อเหตุการณ์และสภาพของตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครปรับตัวหรือมีการเตรียมการที่ดี ย่อมได้ผลใน ทางบวก แต่ในทางตรงกันข้ามหากพ่อค้าของเราปรับตัวช้า จะสูญเสียโอกาสและอาจจะสูญเสียฐานของลูกค้าเดิม

ประชาคมอาเซียน ผลกระทบต่อธุรกิจและกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดของประเทศไทย1

ความเป็นมาของประชาคมอาเซียนและแนวโน้มในอนาคต เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า ก่อนที่จะมีการกล่าวขานกันเรียกว่ากลุ่มประชาคมอาเซียนนั้น เดิมทีได้มีการรวมตัวของกลุ่มประเทศเหล่านี้ภายใต้ชื่อเรียกอื่นว่า สมาคมอาเซียนกันมาก่อน ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ประเทศทั้ง 10 ประเทศในปัจจุบัน ทั้งนี้เดิมทีการดำเนินการจัดตั้งสมาคมอาเซียนนั้นจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ซึ่งในระยะเริ่มแรกนั้น ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ อีก 4 ประเทศ เป็นแกนนำรวมทั้งหมด เป็น 5 ประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วย ไทย สิงค์โปร์ อินโดนีเซียมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่อมามีประเทศบรูไน เวียตนาม ลาว พม่า และกัมพูชาได้เข้ามาร่วมสมทบรวมเป็น 10 ประเทศ ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน และในอนาคตอันใกล้ คาดว่าอาจจะมีประเทศอื่นๆอีก 3 ประเทศ หรืออีก 6 ประเทศเข้ามาร่วมด้วย ประเทศเหล่านี้ประกอบไปด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ดังที่เรียกขานกันในนาม กลุ่ม ASEAN +3 หรือ ASEAN + 6 กันตามลำดับ และเมื่อเป็นเช่นนั้นในอนาคต ประชาคมอาเซียนจะกลายเป็นกลุ่มประชาคมที่มีประชากรจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก หรือประมาณ 3,284 ล้านคนและทำให้เป็นการรวมกลุ่มที่มี สภาพเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่โตมากกว่าการรวมกลุ่มของภูมิภาคอื่นๆ ในโลก ดังที่มีผู้รู้หลายท่านได้กล่าวว่าจะเท่ากับประมาณ 22% ของ GDP ของโลกทีเดียว ในระยะแรกของการเป็นสมาคมอาเซียน ผู้นำในประเทศเหล่านี้ก็ได้ให้ความร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในด้านต่างๆ จนกระทั่งในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ.2546 ได้มีการเห็นพ้องต้องกันว่าถึงเวลาแล้วที่กลุ่มประเทศทั้ง 10 นี้ น่าจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านต่างๆ ให้ทัดเทียมกับการการรวมกลุ่มในภูมิภาคอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรป อเมริกาเหนือ

ปัจจัยที่น่าจะกระทบต่อราคาทองคำในปี 2556

สวัสดีท่านสมาชิกทุกท่าน ย่างเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2555 กันแล้วนะครับ ปีนี้ราคาทองคำร้อนแรงน้อยกว่าปีที่แล้วที่สามารถสร้าง All time High ได้ในเดือนสิงหาคม ขณะที่หลายสำนักต่างคาดการณ์กันว่าในปีหน้าฟ้าใหม่ 2556 ราคาทองคำจะสามารถกลับมาดึงดูดใจนักลงทุนได้อีกครั้ง ทำให้จุลสารฉบับส่งท้ายของปีนี้ขอข้ามไปจับประเด็นร้อนของปีหน้าโดยการติดตามคาดการณ์ทำให้สามารถจับประเด็นได้ว่าเรื่องร้อนในปีหน้าคงหนีไม่พ้น US Fiscal crisis, Eurozone debt crisis และ Expansion Monetary policy นอกเหนือจากนี้ยังมีการซื้อขายเก็งกำไรและการสะสมของบรรดากลุ่มนักลงทุนระยะยาว โดยมีปัจจัยที่น่าจะกระทบต่อราคาดังนี้ ทิศทางราคาทองคำในปี 2556 ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยเดิมในปี 2555 โดยเฉพาะนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางจีน (PBOC) จากการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ซึ่งเชื่อว่าจะยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2556 จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการคลังสหรัฐฯ (Fiscal Cliff) และปัญหาหนี้สินยุโรป ส่วนจีนนั้นต้องมีการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มมากขึ้นจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจแม้จะไม่ได้เป็น Hard Landing อย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่เศรษฐกิจที่กลับมาเติบโตแบบเลขตัวเดียวในปี 2555 ก็ถือว่ากระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ นโยบายทางการเงินสหรัฐฯ เชื่อว่าจะมีการผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขึ้นอยู่กับผลกระทบของ Fiscal

รู้จักความหวังของ ยูโรโซน (ESM)

สวัสดีท่านสมาชิกทุกท่านครับ พบกันเป็นประจำกับจุลสารของสมาคมค้าทองคำ  สำหรับเดือนกันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งเดือน ที่ราคาทองคำมีความผันผวนโดยสามารถปรับขึ้นใกล้ระดับ  US$1,790  อีกครั้งแม้จะมีการอ่อนตัวลงบ้าง  แต่ก็ถือว่าโดยรวมนั้น ตลาดทองคำ ค่อนข้างสดใสในเดือนที่ผ่านมา ประเด็นที่สนับสนุนการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำก็คงหนีไม่พ้นมาตรการ  QE3 ที่รอคอยกัน   ขณะที่ประเด็นยุโรป    ที่อยู่คู่กับตลาดทองคำในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มมีเรื่องราวให้ต้องจับตาอีกครั้ง กรีซซึ่งเป็นประเทศที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหนี้สินต่อเนื่องถึงสเปน ซึ่งเป็นประเทศที่หลายสำนักบอกว่าน่าหนักใจขนานแท้   โดยปัญหาหนี้ยุโรปในช่วง 2 ปีมานี้ บางช่วงบางจังหวะก็กระทบในเชิงบวก บางช่วงก็กลับมาเป็นปัจจัยเชิงลบ ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนส่วนใหญ่มองผลกระทบในเชิงใด ดังนั้น ฉบับนี้จึงขอลงประเด็นยุโรปให้มากขึ้น ทั้งตัวกลไก ที่ถือเป็นความหวัง และสเปนที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวิกฤติครั้งนี้ รวมถึงกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่เชื่อว่าจะมีบทบาทกับราคาทองคำมากขึ้น รู้จักความหวังของยูโรโซน (ESM) หลังจากความชัดเจนในมาตรการ QE3 ซึ่งถือเป็นความหวังของนักลงทุนในตลาดผ่านพ้นไป  ประเด็นที่มีการจับตาต่อมา คือ ยุโรป ที่ถือเป็นประเด็นติดตาม  สเปนถือเป็นตัวแปรสำคัญ  โดยมีกลไกที่ถือเป็นความหวังคือการทำงานของ  ECB  และอีกหนึ่งความหวังคือกลไก ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินยุโรปหรือที่รู้จักกันในนามของ ESM ซึ่งล่าสุดเพิ่งมีข่าวดีกันไป   ในประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนี ได้ตัดสินให้การจัดตั้งกองทุนที่รัฐบาลเยอรมนีเอาเงินภาษีของประเทศไปอุดหนุนไม่ผิดต่อกฏหมาย

ยุทธวิธีแก้หนี้ยูโรโซน กับนโยบายขยายเสียง

มาตามติดประเด็นที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในช่วงเดือนก่อน จากวาทะนายกรัฐมนตรีเยอรมนีนางแองเจลา เมอร์เคล ที่สนับสนุนแนวทางของนายมาริโอ ดาร์กี้ประธาน ECB ในประเด็นการช่วยเหลือยูโรโซน ผลของคำพูดดังกล่าว ทำให้ yield ของพันธบัตรรัฐบาลสเปนปรับลดลงทันทีเทียบจาก yield พันธบัตรอายุ 10 ปีของสเปนที่อยู่ใกล้ระดับ 7% ลดลงเหลือประมาณ 6.45% จึงอาจจะกล่าวได้ว่าวาทะของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีที่กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีมีมูลค่าหลายพันล้านยูโรทีเดียว ECB และรัฐบาลยูโรโซนยังไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่ยูโรเดียว เพื่อซื้อพันธบัตรสเปนก็ทำให้ปัญหาต้นทุนทางการเงินสเปนผ่อนคลายลงได้ และถ้าเรานับรวมผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่ นายมาริโอ ดาร์กี้ พูดไว้ในช่วงปลายเดือนที่แล้ว yield พันธบัตรสเปนอายุ 10 ปีลดลงกว่า 76 basis points หรือกว่า 11% ทำให้ปัจจุบันสเปนมีส่วนต่างของผลตอบแทนพันธบัตร อายุ 10 ปีเทียบเยอรมนี(benchmark) 5.04% ลดลงเกือบ 0.8% เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ในช่วง Great Depression ในช่วงปี 1930 ระบบธนาคารก็สร้างปัญหาไม่น้อยจากการนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น หลังจากวิกฤติได้มีการออกกฎในการควบคุมธนาคาร (The Glass Steagall Act) โดยให้แยกธุรกิจธนาคารพาณิชย์

หลังจบวิกฤติ…ถึงเวลาเช็คบิล

เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่น่าสนใจจึงขอหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน เป็นเรื่องการกำหนดให้ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ทำแผนในการฟื้นฟูรวมถึงแผนการปิดกิจการ ซึ่งถือเป็นการวางกรอบในอนาคตกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นในภาคธนาคาร ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่าวิกฤติ Subprime ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเสียเงินภาษีไปเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะพยุงไม่ให้ธนาคารขนาดใหญ่ล้มระเนระนาด จากนั้นเกิดคำถามมากมายว่าเหมาะสมแล้วหรือไม่ที่ธนาคารประกอบกิจการโดยมีความเสี่ยงในการลงทุนสินทรัพย์ ปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพเพื่อหวังผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ สุดท้ายพอขาดทุนก็ให้ประชาชนผู้เสียภาษีรับภาระ แต่ช่วงที่ธนาคารทำกำไรมหาศาลจากธุรกรรมที่มีความเสี่ยงผลประโยชน์ กลับตกอยู่ในมือคนไม่กี่กลุ่ม การออกกฎระเบียบในการควบคุมธนาคารนี้ถือเป็นการป้องกันเงินภาษีของประชาชนอเมริกันในอนาคต นอกจากนี้ยังทำให้ธนาคารจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งในมุมมองของผมก็ถือว่าเหมาะสมเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกในอนาคต เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ในช่วง Great Depression ในช่วงปี 1930 ระบบธนาคารก็สร้างปัญหาไม่น้อยจากการนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น หลังจากวิกฤติได้มีการออกกฎในการควบคุมธนาคาร (The Glass Steagall Act) โดยให้แยกธุรกิจธนาคารพาณิชย์ (Commercial banking) และ ธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment banking) กฎดังกล่าวทำให้ธุรกิจที่เป็นลักษณะ Shadow banking เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยระบบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางทางการเงินด้านการลงทุน ตัวอย่างเช่น กองทุนป้องกันความเสี่ยง (hedge fund) ซึ่งธุรกิจนี้สามารถนำเงินไปลงทุนในตราสารที่มีความซับซ้อนซึ่งเงินนั้นได้มาจากการก่อหนี้ ผลทางอ้อมคือทำให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ อย่างมากมาย การเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ธนาคารที่รับฝากเงินเกิดความเสียเปรียบและเรียกร้องให้มีการผ่อนคลายกฏเกณฑ์ในเวลาต่อมา ท้ายที่สุดธนาคารต่าง ๆ ก็ต่างเดินเข้าสู่วังวนแห่งผลประโยชน์และสร้างความเสี่ยงมากมายในการประกอบธุรกิจ ในยามที่เศรษฐกิจดีธนาคารเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้จำนวนมากและทำให้ยิ่งมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

กฏในการขายทองคำของธนาคารกลางขนาดใหญ่ หรือ Central Bank Gold Agreement (CBGA)

สวัสดีผู้ค้าทองคำทุกท่านครับ ย่างเข้าเดือนที่ 7 ของปี ต้องบอกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา สำหรับตลาดทองคำนั้น เรามีเดือนที่ตลาดสดใสอยู่ 2 เดือน คือมกราคมและกุมภาพันธ์หลังจากนั้นก็เข้าสู่ภาวะตลาดหมีแต่ก็เป็นธรรมดาของราคาสินทรัพย์นะครับที่มีขึ้นก็มีลง สำหรับฉบับนี้สาระน่ารู้ที่อยากจะเล่าสู่กันฟังคือกฏในการขายทองคำของธนาคารกลางขนาดใหญ่หรือ Central Bank Gold Agreement (CBGA) ซึ่งหลายท่านคงเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้ว การศึกษาเรื่องกฏการซื้อขายนอกจากจะเป็นการเพิ่มเติมความรู้ด้านทองคำแล้วยังได้เห็นมุมมองของผู้ถือรายใหญ่อย่างธนาคารกลางสำคัญในชาติยุโรป ว่าในช่วงที่ผ่านมามีมุมมองเช่นไรกับทองคำ Central Bank Gold Agreement เริ่มใช้ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2542 (ค.ศ. 1999) โดยในข้อตกลงเป็นการจำกัดจำนวนขั้นต้นในการขายทองคำของธนาคารกลางสำคัญโดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งปัจจุบัน Central Bank Gold Agreement (CBGA) อยู่ในฉบับที่ 3 (CBGA3)ในแต่ละฉบับกินระยะเวลา 5 ปี และมีกรอบในการขายในแต่ละปีในจำนวนที่ไม่เกินกว่าข้อตกลงที่ตั้งกันไว้ CBGA1 (27 ก.ย. 2542 – 26 ก.ย. 2547) กำหนดให้ธนาคารกลางที่อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์นี้ขายทองคำออกได้ไม่เกินปีละ 400 ตัน

“ทองคำ”สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

หากจะพูดถึงการลงทุนในทองคำแล้วนั้น นักลงทุนหลายท่านนิยมลงทุนในทองคำ เนื่องจากเห็นว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยง ทั้งความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ (Inflation Hedging) ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Hedging) การตกต่ำของภาวะเศรษฐกิจ (Economic Crisis) และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (Political Risk) ซึ่งในวันนี้เราจะมาดูข้อมูลที่จะช่วยยืนยันว่า “การลงทุนในทองคำ สามารถป้องกันความเสี่ยงและลดผลขาดทุนจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง และสงครามได้” จากการศึกษาของ World Gold Council (WGC) ในบทความเรื่อง Gold : hedging against tail risk  ซึ่งนำมาลงไว้ใน Website ของ SPDRGOLDSHARE (www.spdrgoldshares.com) พบว่า การถือครองทองคำในพอร์ตการลงทุนจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน และลดความเสี่ยงในการขาดทุนลงได้ ซึ่งหากจัดสรรการลงทุนทองคำในระดับต่ำระหว่าง 2.5% และ 9.0% จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ 1% และ 2% ตามลำดับ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 1987-2010 ที่มีวิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น “Black Monday” ในช่วงเดือน ต.ค. ปี 1987, “วิกฤตการณ์
PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com