ราคาทองคำปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569
หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดประเมินว่าธนาคารกลางสำคัญอาจต้องดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อไป
ราคาทองคำตลาดโลก ณ เวลา 07.27 น. ตามเวลาประเทศไทย ลดลง 0.2% มาอยู่ที่ 4,368.33 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาทองคำสหรัฐส่งมอบเดือนธันวาคมลดลง 0.4% อยู่ที่ 4,406.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามรายงานของ Reuters ซึ่งเผยแพร่ผ่าน The Economic Times
ข้อมูลจากแหล่งข่าวอื่นในช่วงใกล้เคียงกันระบุว่า ราคาทองคำเคลื่อนไหวประมาณ 4,372 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยความแตกต่างของตัวเลขเกิดจากช่วงเวลาบันทึกราคาและประเภทของราคาที่ใช้อ้างอิง
ความตึงเครียดตะวันออกกลางเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ
แรงกดดันต่อตลาดทองคำเกิดขึ้นหลังกลุ่มฮูตีในเยเมนระบุว่า ได้โจมตีพื้นที่สำคัญในกรุงริยาดของซาอุดีอาระเบียด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ รวมถึงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบริเวณชายฝั่งทะเลแดง
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดยังคงติดตามความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงในช่วงต้นสัปดาห์จากความคาดหวังว่า การส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียจะทยอยฟื้นตัว
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 2.1% มาอยู่ที่ประมาณ 101.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสลดลงในอัตราใกล้เคียงกันมาอยู่ที่ 98.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเป็นการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ ตามรายงานของ The Economic Times
แม้ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยบรรเทาความกังวลด้านเงินเฟ้อบางส่วน แต่สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภภาคยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อต้น้นทุนพลังงาน ตลอดจนการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกอกเบี้ยในระยะต่อไป
เฟด อีซีบี และบีโอโอเจปรับขึ้นดอกอกเบี้ย
ตลาดการเงินกำกำลังประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายเข้มงวดพร้อมกันของธนาคารกลางสำคัญ หลังธนาคารกลางสหรัฐ ธนนาคารกลางยุโรป และ และธนาคารกลางญี่ปุ่นต่างปรับับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน
ธนาคารกลางสหรัฐ มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 16 กันยายน ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่กรอบ 3.75–4.00% โดยระบุว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวในระดับแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
ก่อนหน้านั้น ธนาคารกลางยุโรป ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสำคัญทั้งสามประเภทอีก 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ 10 กันยายน โดยให้เหตุผลว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และแนวโน้มราคาสินค้ามีโอกาสอยู่เหนือเป้าหมายเป็นเวลานาน
ล่าสุด ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีมติด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 18 กันยายน ให้เพิ่มเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจากประมาณ 1.00% เป็น 1.25% โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน พร้อมระบุว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานกำลังเข้าใกล้เป้าหมาย 2% และอาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปตามภาวะเศรษฐกิจและราคา
อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ ซึ่งไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย และทำให้ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ประเภทพันธบัตรมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกัน
ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ยังเป็นแรงกดดัน
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐในช่วงเช้าเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 100.24 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปียังอยู่ใกล้ระดับ 5% ตามรายงานของ Financial Express
ดอลลาร์ที่ทรงตัวในระดับสูงทำให้ทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์มีต้นทุนเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ถือครองสกุลเงินอื่น ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ใกล้ระดับสูงยังคงจำกัดแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย
ด้านตลาดทองคำเอเชีย ความต้องการซื้อทองคำในอินเดียยังอยู่ในระดับเบาบางในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ซื้อบางส่วนรอราคาที่ลดลง ขณะที่ค่าพรีเมียมทองคำในจีนทรงตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการทองคำเพื่อการลงทุน
ตลาดติดตามสัญญาณจากธนาคารกลาง
ในช่วงต่อไป ตลาดจะติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสำคัญ เพื่อประเมินจังหวะและขนาดของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม รวมถึงความเคลื่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์
สถานการณ์ในตะวันออกกลางและความต่อเนื่องของการส่งออกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ เนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลัก
หมายเหตุ: ข่าวนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะตลาดทองคำและเศรษฐกิจกิจโดยทั่วไป มิใช่คำแนะนำหรือการชักชวนให้ซื้อหรือขายทองคำหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด ผู้ติดตามข้อมูลควรพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน
เรียบเรียงข่าวโดย GOLD.in.th
