ในปี 2568 ทองคำได้ทำสถิติราคาสูงสุดใหม่มากกว่า 50 ครั้ง และให้ผลตอบแทนรายปีเพิ่มขึ้นกว่า 60% นับเป็นผลตอบแทนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2514 แม้ว่าการประเมินของตลาดโดยรวมในปัจจุบันจะมองว่าราคาทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด (range-bound) แต่บทเรียนจากประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจมหภาคมักไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาดเสมอไป
คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลกของสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ได้วิเคราะห์แนวโน้มทองคำภายใต้ 3 สถานการณ์หลัก ครอบคลุมตั้งแต่แนวโน้มเชิงบวกปานกลาง แนวโน้มเชิงบวกสูง ไปจนถึงแนวโน้มเชิงลบ
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ได้ผลักดันความต้องการทองคำ เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาเครื่องมือป้องกันความผันผวนและเงินเฟ้อ ส่งผลให้เกิดแรงส่งด้านราคาในปี 2568 ในขณะที่ตลาดพันธบัตรซบเซาและตลาดหุ้นมีการกระจุกตัวสูง นักลงทุนจากทุกภูมิภาคทั่วโลกต่างมีส่วนร่วมในการเติบโตนี้
สำหรับประเทศไทย ความต้องการทองคำในปี 2568 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นไตรมาสที่มีความต้องการสูงที่สุดของปี ทองคำยังคงตอกย้ำบทบาทในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกที่นักลงทุนไทยให้ความเชื่อมั่น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เพิ่มขึ้น
นักลงทุนไทยมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว สอดคล้องกับรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาส 3 ปี 2568 ซึ่งระบุว่าการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2562
แนวโน้มในปี 2569
ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า สถานการณ์จะยังคงดำเนินไปในทิศทางเดิม อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างด้านเศรษฐกิจมหภาคและความผันผวนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ ทำให้ไม่อาจมองข้ามความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ที่เกินความคาดหมายได้
รายงาน World Gold Council’s 2026 Gold Outlook ได้วิเคราะห์ 3 สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นนอกเหนือจากสมมติฐานพื้นฐานของตลาด ดังนี้
1. เศรษฐกิจมหภาคชะลอตัวเล็กน้อย (แนวโน้มเชิงบวกปานกลาง)
ภายใต้สถานการณ์นี้ ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัว ส่งผลให้นักลงทุนหันมาให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การลงทุนแบบป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น การปรับฐานของการคาดการณ์ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น เพิ่มความผันผวน และส่งผลต่อภาวะตลาดแรงงาน รวมถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง
ในบริบทดังกล่าว ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลายลง ผลกระทบต่อราคาทองคำในสถานการณ์นี้คาดว่าจะเป็นบวกในระดับปานกลาง โดยเอื้อต่อความต้องการทองคำอย่างต่อเนื่อง
จากการวิเคราะห์ของ WGC ราคาทองคำอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 5% ถึง 15% จากระดับปัจจุบัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและความรุนแรงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
ธนาคารกลางทั่วโลกยังมีแนวโน้มเดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันอาจมีนักลงทุนรายใหม่เข้าสู่ตลาด เช่น บริษัทประกันจากจีน หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญจากอินเดีย
2. วังวนวิกฤต หรือ Doom Loop (แนวโน้มเชิงบวก)
ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบที่สุด ในทางกลับกันกลับเอื้อต่อราคาทองคำมากที่สุด โดยสะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวที่รุนแรงขึ้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจทวีความรุนแรง เนื่องจากความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ ยังไม่คลี่คลายหรือการเกิดจุดวิกฤตใหม่ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นเพิ่มเติม
สถานการณ์ดังกล่าว อาจเกิดขึ้นพร้อมกับความตึงเครียดด้านการค้า ซึ่งนำไปสู่การแตกแยกของสภาพแวดล้อมทางการตลาด และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุน
หากการเติบโตของสหรัฐฯ อ่อนแอลงและอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมาย สถานการณ์ที่น่าหดหู่นี้อาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และอัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับตัวลดลงอย่างมาก
ปัจจัยเหล่านี้ที่ก่อให้เกิด ‘วังวนวิกฤต’ จะสร้างแรงหนุนที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษสำหรับทองคำ เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาความปลอดภัยในสถานการณ์นี้ ราคาทองคำอาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีโอกาสเพิ่มขึ้นระหว่าง 15% ถึง 30% ภายในปี 2569
กองทุน ETF ทองคำ ซึ่งมีเงินไหลเข้าถึง 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายนในปี 2568 อาจเป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์หลักจากสถานการณ์นี้ ซึ่งจะช่วยชดเชยความต้องการทองคำที่อาจอ่อนแอในภาคส่วนอื่น ๆ ของตลาด เช่น ทองคำเครื่องประดับหรือเทคโนโลยี
3. การกลับมาของภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว (Reflation)
สถานการณ์นี้ถือเป็นภาพที่ส่งผลเชิงลบต่อราคาทองคำมากที่สุด โดยในสภาวะเช่นนี้ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งเกินความคาดหมาย
ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวจะกลับมาอีกครั้งและผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโตในระดับที่สูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องคงอัตราดอกเบี้ยหรือแม้กระทั่งปรับขึ้นในปี 2569 สถานการณ์เช่นนี้จะผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นและเสริมความแข็งแกร่งให้กับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำและผลักดันให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ในสหรัฐฯ
กองทุน ETF ทองคำจะเผชิญกับกระแสเงินไหลออกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนหันไปลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าแทน ปัจจัยทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาทองคำ ทำให้เกิดการปรับตัวลดลงระหว่าง 5% ถึง 20% จากระดับปัจจุบัน ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงขึ้น ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และแรงกดดันด้านราคาในทิศทางลบ อาจสร้างสภาวะที่ท้าทายสำหรับทองคำหากสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวเหล่านี้เกิดขึ้นจริง
ปัจจัยผันผวนที่ต้องจับตา
อุปสงค์จากธนาคารกลาง ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการทองคำในปี 2568 อาจมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีแนวโน้มสูงที่ธนาคารกลางจะยังคงเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่อง แต่กระบวนการซื้อมักถูกกำหนดโดยนโยบายมากกว่าสภาวะตลาดเพียงอย่างเดียว หากธนาคารกลางชะลอการซื้อ อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อราคาทองคำ
อีกหนึ่งปัจจัยผันผวนที่ควรจับตามองคือปริมาณการรีไซเคิลทองคำสำหรับเครื่องประดับและอุปกรณ์เทคโนโลยี โดยการนำทองคำมาหมุนเวียนใช้ใหม่แทนการทำเหมือง ทั้งนี้ การรีไซเคิลในปี 2568 อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีการนำทองคำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้เพิ่มมากขึ้น
บทสรุป
แนวโน้มราคาทองคำโลกในปี 2569 ยังคงอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านการปรับนโยบายภายในประเทศของไทย เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินและเพิ่มความโปร่งใสในตลาดทองคำ อาทิ การกำกับดูแลธุรกรรมทองคำทั้งในตลาดออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงการยกระดับการรายงานข้อมูล
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความผันผวน นักลงทุนย่อมมีมุมมองที่หลากหลายต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปี 2569 การพิจารณาสถานการณ์ทั้ง 3 รูปแบบจากรายงานแนวโน้มทองคำ จะช่วยให้เห็นบทบาทของทองคำได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในการประเมินและจัดพอร์ตการลงทุน
ในโลกที่เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ศักยภาพของทองคำในการกระจายความเสี่ยงและปกป้องการลงทุนในภาวะตลาดขาลง ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ขอบคุณข้อมูลจาก: World Gold Council

