บทความที่ผ่านมา คุณพิศาล เตชะวิภาค หรือ “อาจารย์ต้อย เมืองนนท์” รองนายกสมาคม ผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยคนที่ 1 และยังเป็นที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ได้มาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระเครื่องที่เกี่ยวโยงกับทองคำไปแล้ว ต่อไป “อาจารย์ต้อย เมืองนนท์” จะมาเล่าให้ฟังถึง 10 อันดับสุดยอดพระเครื่องเนื้อทองคำ ที่ถือว่าเป็นของหายากมีมูลค่าสูง และเป็นที่ต้องการของผู้ที่นิยมพระเครื่อง โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ ปี พ.ศ. 2460–70 ซึ่งพระในยุคนี้ถือว่ามีราคาสูงเพราะมีคนต้องการมาก อีกช่วงก็จะเป็นหลังปี พ.ศ. 2470 เหรียญหลวงพ่อโสธร เหรียญพระเครื่องทองคำ ที่ถือว่ามีความเก่าแก่มากที่สุด ก็คือ เหรียญหลวงพ่อโสธร ปี 2460 ของวัดโสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา สร้างในสมัยพระอาจารย์หลิน โดยมีขุนศิรินิพัฒน์ มัคทายกวัด โดยการแต่งตั้งจากกระทรวงธรรมการเป็นผู้ดำเนินการสร้าง โดยได้สร้างเหรียญขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อให้พอเพียงสำหรับสมนาคุณแก่ผู้บริจาคทรัพย์ซ่อมแซมชุกชี ขององค์หลวงพ่อโสธร มี 4 ประเภท เหรียญทองคำ เหรียญนวโลหะหรือสำริด เหรียญทองแดง เหรียญเงิน ส่วนเหรียญทองคำหลวงพ่อโสธร สร้างขึ้นไม่เกิน 20
Author Archives: Gold
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบพระเครื่อง โดยเฉพาะเรื่องราวของพระเครื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับทองคำ คงจะไม่อยากพลาดเนื้อหานี้อย่างแน่นนอน สมาคมค้าทองคำ ได้รับเกียรติจาก คุณพิศาล เตชะวิภาค หรือ “ต้อยเมืองนนท์” รองนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยคนที่ 1 และยังเป็นที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ มาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระเครื่องที่เกี่ยวโยงกับทองคำ ซึ่งมีความน่าสนใจในหลากหลายแง่มุม และยังเล่าถึง 10 อันดับสุดยอดพระเครื่องเนื้อทองคำ ที่ถือว่าเป็นของหายาก และมูลค่ามหาศาลซึ่งจะได้ทยอยนำเสนอต่อไป คุณพิศาลฯ กล่าวว่า สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2537 ขณะนี้เป็นสมาคมที่ใหญ่ที่สุด มีสาขาทุกจังหวัดในประเทศไทย โดยสมาคมฯทำหน้าที่เป็นแกนกลางสำหรับผู้นิยมสะสมพระทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ รวมถึงยังให้ความรู้กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระเครื่องและพระบูชา ทั้งนี้ คนไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ชายสนใจพระเครื่องและมีความผูกพันกับพระเครื่องมานาน พระเครื่องถือเป็นสิ่งมงคลที่มักมอบให้กันในวาระพิเศษต่างๆ และชาวพุทธเกือบทุกคนมีพระเครื่องติดตัว ส่วนจะให้ความสนใจถึงที่มาที่ไปของพระองค์นั้นๆ ก็ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบและความศรัทธา คุณพิศาลฯ ได้เล่าต่อถึงมวลสารที่นำมาใช้ในการทำพระเครื่อง มีหลากหลายชนิดด้วยกัน และ “ทองคำ” ก็เป็นหนึ่งในนั้น และถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดของมวลสาร เพราะ “ทองคำ” มีความเป็นสิริมงคล เป็นโลหะชั้นสูง มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวมีสีสันสุกเหลืองอร่ามไม่มีการด่างดำ ที่สำคัญคุณค่าและราคาของทองคำนับวันจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี พระเครื่องเนื้อทองคำได้สร้างขึ้นมาจำนวนมากจากหลายวัด แต่ก็ใช่ว่าพระเนื้อทองคำ จะได้รับความนิยมทุกรุ่นหรือทุกองค์
ธรรมชาติของทองคำในทางวิทยาศาสตร์คือแร่ในธรรมชาติ ที่มักจะพบตามสายควอตซ์ปนกับแร่หนักอื่นๆ มีความทนทานต่อการสึกกร่อน ลักษณะโดยทั่วไปมักพบเป็นเกล็ด เม็ดกลม หรือเป็นก้อนใหญ่ มีความเหนียวที่สามารถตีแผ่เป็นแผ่นบางๆ ได้ ลักษณะเด่นของทองคำคือมีความหนักเพราะค่าความถ่วงจำเพาะสูง มีสีเหลืองวาว และกรดธรรมดาไม่สามารถละลายทองได้ โดยจะละลายในกรดกัดทอง aqua regia (จากการผสมกันของ กรดไนตริค และกรดไฮโดรคลอริค) เท่านั้น แหล่งแร่ทองคำของประเทศไทยมีอยู่ในหลายจังหวัด เช่นพิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เป็นต้น และยังเป็นปัญหาที่รัฐบาลไทยถูกบริษัทคิงส์เกตฟ้องร้อง เป็นคดีของเหมืองทองอัคราที่ถูกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 72/2559 ให้ปิดเหมือง โดยเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลเป็นจำนวนกว่าสามหมื่นล้านบาท ส่วนในต่างประเทศก็มีแหล่งทองคำที่สำคัญๆ อยู่ใน แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย แคนาดา บราซิล ชิลี เปรู จีน อินเดีย เป็นต้น หากมาดูในมุมของทรัพยากรธรรมชาติโดยรวมที่เป็นขุมสมบัติของแต่ละประเทศ เมื่อปี 2564 Investopedia ได้มีการจัดอันดับ 10 ประเทศที่มีความมั่งคั่ง (ตามรายรับของรัฐบาล) ของทรัพยากรธรรมชาติ ดังนี้ ประเทศจีน ที่กว่า 90% เป็นถ่านหิน
ตั้งแต่มนุษยชาติเริ่มสื่อสารกันได้ก็มีวิวัฒนาการเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนสิ่งของจนพัฒนาไปถึงเรื่องของการค้าขายข้ามประเทศ สื่อกลางที่ยอมรับกันในรูปของเงินตราแบบเหรียญและเงินกระดาษก็เกิดขึ้น ในยุคแรกนั้นเราใช้ระบบที่เรียกว่า Barter System คือการใช้สิ่งของเป็นการแลกเปลี่ยนกัน เมื่อสามพันกว่าปีที่ผ่านมา ก็ใช้เปลือกหอยเบี้ยที่พบแถวมหาสมุทรอินเดียเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยน ในยุคสำริด (Bronze Age) ซึ่งเป็นช่วงกำเนิดแหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโหของจีน (เริ่มมีระบบราชวงศ์และนับเป็นยุคแรกของประวัติศาสตร์จีน) พบว่ามีการนำเอาโลหะสำริดมาแกะสลักเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนสิ่งของในจีน นับว่าเป็นจุดเริ่มของการนำโลหะมาใช้เป็นสื่อกลาง หลังจากนั้น โลกเราก็เข้าสู่ยุคของระบบเงินตราที่มีบันทึกอย่างเป็นทางการ คือเมื่อราวสองพันหกร้อยปีที่ผ่านมาในอาณาจักรลิเดีย (ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของประเทศตุรกี) มีการใช้เหรียญกษาปณ์เป็นก้อนเงินผสมทอง มีตราประทับหัวสิงโตประจำพระองค์ของกษัตริย์ มูลค่าน่าจะแตกต่างกันไปตามขนาดของเหรียญ หลังจากนั้นเงินตราในรูปแบบนี้ก็เริ่มขยายตัวไปยังอาณาจักรอื่นๆ รวมถึง กรีก โรมัน และยุโรป ทำให้การค้าขายเติบโตและเจริญขึ้น จนกระทั่งเมื่อราวพันกว่าปีที่แล้ว มาร์โคโปโลได้นำตั๋วแลกเงินของจีนกลับยุโรปหลังจากที่ได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งในประเทศจีน นับว่าเป็นผู้จุดประกายแนวคิดเรื่องเงินกระดาษในประเทศตะวันตก ซึ่งใช้เวลาอีกกว่าสามร้อยปี ถึงจะเริ่มมีการใช้เงินกระดาษ (Bank Notes) กันเป็นครั้งแรกในประเทศสวีเดน มาในปัจจุบันเราเริ่มเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการใช้สกุลเงินให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลชัดเจนมากขึ้น เมื่อจีนขยับทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัล ก่อนหน้านี้ไม่นานก็มีการพูดถึงกันมากในเรื่องของสกุลเงินเข้ารหัสที่ เรียกว่า Cryptocurrency หลังการเปิดตัวของ Bitcoin ในปี 2552 ซึ่งในขณะนั้นถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนชนิดใหม่ ต่อมาในปี 2557 ก็เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างขึ้นเพราะมูลค่าของ Bitcoin ได้เติบโตไปกว่า 10 เท่าในขณะนั้น (และเป็นหลายๆ สิบเท่าในปัจจุบัน)
หลังจากที่ทุกท่านอ่านบทความเรื่องเทคโนโลยีกันไปเยอะแล้ว ในวันนี้จะพาทุกคนไปเยี่ยมชมหนึ่งใน พิพิธภัณฑ์ในยามค่ำคืน (Night at the Museum) ที่น่าสนใจและน่าไปเยี่ยมชมสักครั้ง นั่นก็คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แต่ทว่าที่นี่ไม่ได้จัดให้เข้าชมในตอนกลางคืนบ่อยนัก โดยครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ และเราได้เข้าชมในระหว่างวันที่ 17–19 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยจะเปิดให้เข้าชมความงดงามของโบราณสถานภายในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และส่วนจัดแสดงนิทรรศการในพระที่นั่งต่างๆ ระหว่างเวลา 16.00-20.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เราเดินทางมาถึงตั้งแต่ช่วงเย็น เมื่อมาถึงอันดับแรกที่ทำก็คือการเข้ากราบนมัสการพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และชมจิตรกรรมฝาผนังแห่งยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์จากนั้นได้เดินเที่ยวชมพื้นที่โดยรอบ จนกระทั่งช่วงค่ำเมื่อถึงเวลาที่ทางผู้จัดงานได้เปิดไฟ โดยใช้แสงสีต่างๆ ส่องไปกระทบกับกำแพงโบราณสถานภายในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ทำให้มีความงดงามแปลกตาออกไป ขณะที่ส่วนจัดแสดงนิทรรศการในพระที่นั่งต่างๆ ก็ได้เปิดไฟสว่างไสว เพิ่มความงดงามของโบราณวัตถุที่จัดแสดงในห้องต่างๆ เป็นอย่างมาก ต้องยอมรับว่ายังไม่เคยเดินเที่ยวชมในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครมาก่อน มาครั้งแรกก็ได้มาสัมผัสประสบการณ์ท่องพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนเลย ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษสุดจริงๆ และสิ่งของที่จัดแสดงภายในถือว่างดงาม ตระการตา และสุดล้ำค่า ในครั้งนี้เราใช้เวลาค่อนข้างมากในการเที่ยวชมอาคารหมู่พระวิมาน พระราชมณเฑียรที่ประทับในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งได้จัดแสดงโบราณวัตถุสำคัญๆ นอกจากนั้น ยังมีสิ่งของเครื่องใช้ที่มีความเก่าแก่และงดงาม ที่หาชมได้ยากยิ่ง แน่นอนว่าวารสารทองคำ ก็ต้องดูสิ่งของที่ทำมาจากทองคำซึ่งแม้ว่าจะมีไม่มาก แต่ที่นำมาจัดแสดงก็ถือว่างดงามและทรงคุณค่า อย่างเช่น
“ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ชนิดที่คงความมีค่าในตัวเองและเป็นเช่นนี้มาอย่างยาวนาน โดยเกี่ยวพันกันกับประวัติศาสตร์ของเงินตรา และมนุษยชาติในทุกสังคมและชนชาติ ที่เป็นเช่นนี้เพราะทองคำเป็นโลหะมีค่าที่หาได้ในธรรมชาติมีความทนทาน แปรรูปง่าย และคงคุณสมบัติพื้นฐานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ในอดีตถึงปัจจุบันมีการใช้ทองคำเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ มากมาย เช่น นำมาขึ้นรูปเป็นของใช้เครื่องประดับในกลุ่มคนชั้นสูง สามารถใช้ชำระหนี้แทนเงินตรา ใช้เป็นหลักประกันความมั่นคง และใช้อ้างอิงเพื่อผลิตธนบัตรสำหรับชำระหนี้ตามกฎหมายในแต่ละประเทศทั่วโลกจนถึงยุคศตวรรษที่ 20 เรียกว่า มาตรฐาน Gold Standard (แม้ว่าในปัจจุบันหลายประเทศก็มาใช้ระบบ fiat money แบบไม่ต้องมีทุนสำรองในการผลิตธนบัตรออกมาใช้ แต่รัฐบาลของหลายๆ ประเทศก็ยังสะสมทองคำสำรองเพื่อป้องกันความเสี่ยง) นอกจากนี้ ทองคำยังสามารถสร้างผลกำไรให้กับนักลงทุนด้วย เช่น การลงทุนผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดโลก เป็นต้น เมื่อสังคมโลกก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีจึงมีคำถามว่าทองคำในยุคดิจิทัลนี้ยังคงมีบทบาทที่โดดเด่นเหมือนในอดีตอีกหรือไม่ คนไทยเราอาจจะคิดว่าการซื้อการขายทองคำไม่ได้ยากลำบากเพราะในประเทศเรามีร้านทองให้บริการสะดวกสบายอยู่ทั่วไป แต่สำหรับนักลงทุนต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ตั้งแต่เรื่องของการขนส่ง การเก็บรักษา และค่าใช้จ่ายต่างๆ ผ่านค่าพรีเมี่ยม ทำให้ต้นทุนนั้นสูงขึ้นไปมาก ก็เกิดทางเลือกหลายอย่างให้กับนักลงทุนที่สนใจทองคำ เช่น มีการออกเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เรียกว่า Gold ETF (Gold Exchange Traded Fund) ในรูปแบบของกองทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้มีการซื้อขายได้สะดวกเหมือนหุ้น ใช้เงินน้อย ค่าใช้จ่ายต่ำ มีการบริหารจัดการโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ซึ่งจะนำไปลงทุนในกองทุน SPDR Gold Trust ต่อไป อย่างไรก็ตาม ราคา
หลังจากที่เราได้แนะนำที่มาและความหมายของเอไอไปในบทความที่แล้ว คราวนี้เรามาสรุปประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและด้านการลงทุนได้เคยพูดไว้ เกี่ยวกับเอไอและผลกระทบในอนาคตของตลาดการลงทุนโดยรวม วิวัฒนาการของเอไอนั้น เป็นผลต่อเนื่องมาจากยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะมาสู่โลกของอินเตอร์เน็ตเข้าสู่ยุคของโทรศัพท์มือถือ จนเปลี่ยนผ่านมาสู่โลกของเอไอนั้นใช้เวลานานกว่าสามสิบปี และขณะนี้ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาของการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shift) จากการเขียนโปรแกรมแบบชัดเจนให้ได้คำตอบตามวัตถุประสงค์ (explicit programming) ไปสู่การเขียนโปรแกรมให้เครื่องเรียนรู้เอง เพื่อการตัดสินใจโดยอัตโนมัติ (implicit programming) อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องพึ่งพามนุษย์ให้เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่างๆ ขึ้น เอไอที่นำมาประยุกต์ใช้กับตลาดทุน/ตลาดโภคภัณฑ์ในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น เพราะยังต้องใช้ข้อมูลแบบ Big Data ที่มีประสิทธิภาพอีกมากเพื่อมาพัฒนางานวิจัยด้านนี้ต่อไป แนวคิดของการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ต่างๆนั้นมีมานานแล้ว ซึ่งเรียกกันว่า algorithmic trading หรือการซื้อขายตามกระบวนการขั้นตอนที่กำหนด เป็นการลดจุดอ่อนของมนุษย์ ที่มีความลังเลในการตัดสินใจออกไปจากสมการในโปรแกรม แต่ยังไม่แพร่หลายนักในกลุ่มนักลงทุนทั่วไป เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่นั้นยังเชื่อและมั่นใจโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้การวิเคราะห์เชิงเทคนิคที่พัฒนากันมาตั้งแต่ยุคกลางศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันมีการใช้ ML (Machine Learning) และ AI (Aritificial Intelligence) ในองค์กรใหญ่ๆ เกี่ยวกับกลยุทธการลงทุนเพื่อพัฒนากระบวนการขั้นตอน ค้นหาสภาพคล่อง ที่เรียกว่า Liquidity searching algorithm ทำให้บุคลากรในสายงานเหล่านี้ถูกลดจำนวนลงและเพิ่มบทบาทของเอไอในองค์กรตัวเอง มีความเป็นไปได้สูงที่อนาคตอันใกล้คงจะมีการใช้ข้อมูลแบบ real-time เพื่อมาประมวลผล ทำให้เกิดการพัฒนาและปรับแก้ตัวแบบจำลองให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ โดยการใช้ ML/AI อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรที่ว่านี้ก็รวมไปถึงกองทุนบริหารความเสี่ยง (hedge funds) ด้วย
ปัญญาประดิษฐ์ที่เรียกกันทั่วไปแบบง่ายๆ ว่า “เอไอ” นั้น เริ่มมาจากจินตนาการอันล้ำยุคในสมัยเมื่อร้อยกว่าปีก่อนจนกระทั่งเมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ก็เริ่มมีบทความวิจัยทางตรรกคณิตศาสตร์ที่จุดประกายจินตนาการนี้ ส่งผลให้เกิดงานวิจัยค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง และกำลังก้าวไปสู่งานวิจัยขั้นสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยใช้ศาสตร์แขนงต่างๆ ให้เกิดการบูรณาการสอดคล้องกับภาคสังคมและเศรษฐกิจ เป็นการก้าวเข้าไปใกล้กับจินตนาการของนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่ได้ถ่ายทอดภาพของโลกอนาคตไว้ในเรื่อง Wizard of Oz ที่เขียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900, Metropolis เมื่อปี 1927, และ Star Trek ที่เป็นหนังทีวีซีรีส์ในปี 1966 รวมไปถึงภาพยนตร์หลายเรื่องที่เน้นเรื่องของเครื่องจักรกลอัจฉริยะเช่น Star Wars, Terminator, Artificial Intelligence A.I., Bicentennial Man, I Robot, The Matrix, Ex Machina เป็นต้น เราจะย้อนหลังกลับไปดูช่วงเริ่มต้นของเอไอในอดีต มาจนถึงการพัฒนาที่นำเรามาจนถึงเอไอที่เราคุ้นหู และใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันเช่น Google Search หรือ Apple’s Siri หรือ Trading Robots เป็นต้น เหตุการณ์ที่เป็นตัวเร่งให้เริ่มศึกษากันอย่างจริงจังเกี่ยวกับเอไอ เกิดในช่วงของสงครามโลก
หลายท่านอาจจะสงสัยว่าการตั้งราคาทองคำในแต่ละวันนั้นทำอย่างไรและใช้ข้อมูลอะไรในการอ้างอิง ที่มาของการตั้งราคาทองคำนั้นอ้างอิงจาก 2 ปัจจัยหลักก็คือ Gold Spot และค่าเงินบาท Gold Spot คือ ราคาทองคำต่างประเทศ มีหน่วยเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแรงซื้อขายจากตลาดทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง อีกปัจจัยหนึ่ง คือ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะราคาทองคำนั้นใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นหลัก เมื่อจะแปลงราคาทองคำต่างประเทศเป็นราคาทองคำในประเทศไทย จึงต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ มาคำนวณเป็นราคาซื้อขายทองคำในประเทศไทยด้วย ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Rate) คือ ราคาของเงินสกุลหนึ่งเทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง องค์ประกอบหลักของอัตราแลกเปลี่ยนจึงมี 2 ส่วนคือ เงินสกุลท้องถิ่นกับเงินสกุลต่างประเทศ สามารถแสดงราคาได้สองแบบ แบบแรกคือ ราคาเงินสกุลต่างประเทศที่แสดงเป็นเงินสกุลท้องถิ่น ส่วนแบบที่สองคือ ราคาเงินสกุลท้องถิ่นที่แสดงเป็นเงินสกุลต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น เงินดอลลาร์สหรัฐฯ 1 ดอลลาร์เท่ากับเงินบาท 33 บาท ในทางกลับกัน เงิน 1 บาท เท่ากับเงิน 0.03 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจัยที่มีผลต่อราคาของเงินแต่ละสกุล ได้แก่ เงินเฟ้อ
ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการพลิกหน้าประวัติศาสตร์โลกในช่วงการเปลี่ยนแปลงหลังการปฏิวัติ โดยการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จนถึงช่วงปี 2556 ซึ่งเป็นช่วงต้นของการเข้าดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนคนปัจจุบัน คือ ท่านประธานสี จิ้นผิง ผู้ซึ่งได้ปลุกโครงการ เส้นทางสายไหมในอดีตขึ้นมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ชาติตะวันตกต้องจับตามองถึงผลกระทบต่อทิศทางการลงทุน และการค้าของโลกอนาคต ในศตวรรษที่ 21 จีนเรียกโครงการนี้ว่า “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” หรือ One Belt One Road ที่ใช้แนวคิดจากเส้นทางสายไหมในอดีต 2,000 กว่าปีที่ผ่านมา เส้นทางสายไหมในอดีตนั้น มีมาตั้งแต่ยุคสมัยราชวงศ์ฮั่น เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว ฮั่นอู่ตี้ ฮ่องเต้ของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ได้ส่ง จางเชียน เป็นทูตออกเดินทางไปยังดินแดนตะวันตก เพื่อแสวงหาพันธมิตรมาร่วมต่อสู้กับชนเผ่าซงหนู เป็นการบุกเบิกเส้นทางสายไหมทางบก มีการนำผ้าไหม ซึ่งจีนเป็นประเทศแรกที่คิดค้นการเลี้ยงหม่อนไหมและการทอผ้าไหมขึ้น มีการเผยแพร่ สิ่งประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่ของจีนคือกระดาษ เข็มทิศ ดินปืน และเทคโนโลยีการพิมพ์ไปสู่สายตาชาวโลก ส่วนเส้นทางสายไหมทางทะเลนั้นเกิดขึ้นก่อน ในยุคสมัยราชวงศ์โจว และราชวงศ์ฉิน แต่เป็นเส้นทางสั้นๆ เพราะวิทยาการและเทคโนโลยีทางการเดินเรือยังไม่ก้าวหน้านัก ไม่สามารถ ต้านทานคลื่นลมมรสุมกลางทะเลได้ จึงไม่สามารถไปได้ไกล โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง One Belt One





