Category Archives: บทความน่าสนใจ

ตลาดเครื่องประดับของประเทศจีนเป็นอย่างไร?

ทางตะวันออกของถนนหนานจิง กรุงเซี่ยงไฮ้ มีห้างสรรพสินค้าที่มีการขายทองคำซึ่งได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก ในประเทศจีน ทองคำถือว่าเป็นของขวัญที่น่าตื่นเต้น และหลายๆคนต้องการ และยังมีความเชื่อที่ว่าจะนำพาความโชคดีมาให้ ที่ประเทศจีน มักจะมีการมอบทองคำเป็นของขวัญให้กับเด็กๆในครอบครัวในโอกาสพิเศษต่างๆ เปรียบเสมือนกับเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง ร่ำรวย ดั่งสำนวนที่ว่า “คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด” โดยจะเป็นประเพณีการมอบทองให้กับทารกแรกเกิด ด้วยสร้อยคอทองคำหรือกำไลข้อมือเล็กๆ ซึ่งจะมีการซื้อขายกันเป็นอย่างมากในช่วงตรุษจีน เครื่องประดับอันแสนหรูหรานี้เป็นทองคำ 24k (99.99%) ที่มักจะใช้ในรูปแบบของสัญลักษณ์จักรราศี เช่น มังกร งู เสือ และม้า เป็นต้น โดยสิ่งเหล่านี้ผู้คนก็ยอมที่จะเสียเงินลงทุนตราบเท่าที่ทองคำยังคงความงามไว้อยู่ ทองคำ ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อนคริสต์กาล – ค.ศ 220) แต่ด้วยการเข้ามาของศาสนาพุทธมากขึ้นจนทำให้ในช่วงราชวงศ์ที่ 6 (ค.ศ. 222 – 589) ได้มีการครอบครองทองคำอย่างแพร่หลายนอกราชสำนัก เนื่องจากการนำทองคำของเหล่าผู้ที่นับถือศาสนาพุทธนั้นมาร่วมกันสร้างพุทธบูชาทองคำต่างๆขึ้น เช่น เจดีย์ทองคำ และพระพุทธรูปทองคำ เป็นต้น ปัจจุบัน จีนเป็นตลาดเครื่องประดับทองคำที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากการที่เศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยชาวจีนมองว่าการซื้อเครื่องประดับทองคำแสดงให้เห็นถึงการมองการณ์ไกลทางการเงิน และเชื่อว่าจะนำความโชคดีมาให้ ทาง เวิลด์ โกลด์ เค้าน์ซิล

เปิดประสบการณ์ แอดมิน เว็บไซต์ ranthong.com และ FB “ร้านทองระวังภัย”

อีกหนึ่งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการป้องกันและระวังภัยที่เกิดขึ้นในวงการค้าทองคำ ผ่านทางสื่อออนไลน์ เว็บไซต์ ranthong และ Facebook ร้านทองระวังภัย ซึ่งคนในวงการรู้จักกันในชื่อของเอี้ยก้วย หรือนายองอาจ สิทธินววิธ นอกจากจะเป็นแอดมินของ www.ranthong.com แล้ว ยังเป็นแอดมิน Facebook ร้านทองระวังภัยอีกด้วย นายองอาจฯ กล่าวถึง Facebook ร้านทองระวังภัยว่าขณะนี้มีผู้ค้าทองเข้าไปใช้บริการและร่วมแบ่งปันข้อมูลเป็นจำนวนมากแต่ยังเป็นกลุ่มปิด คนที่จะเข้าไปได้ต้องเป็นผู้ค้าทองเท่านั้น ผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกต้องสมัครโดยใช้เอกสารใบค้าของเก่า หรือ ทะเบียนพาณิชย์ เพื่อป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพที่จะมาคอยดูความเคลื่อนไหวและล่วงรู้ข้อมูลของกลุ่มผู้ค้าทอง รวมถึงการดำเนินงานของสมาคมฯ และตำรวจ ในการป้องกันและปราบปรามกลุ่มมิจฉาชีพ หลังจากที่ Facebook ร้านทองระวังภัย ได้เปิดตัวมาประมาณ 2-3 ปี ขณะนี้เครือข่ายได้ขยายตัวต่อเนื่องและได้รับข้อมูลหลายๆ ด้าน โดยผู้ประกอบการจะนำมาแบ่งปันกัน ก่อนที่ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งกระจายผ่านช่องทางต่างๆ ให้เพื่อนร่วมอาชีพได้รับทราบ ทั้งนี้ คุณเอี้ยก้วย ยอมรับว่าวิวัฒนาการของกลุ่มมิจฉาชีพค่อนข้างจะน่ากลัว งานของปลอมที่ทำออกมาใกล้เคียงของจริงมาก “ในช่วงแรกๆ งานของปลอมที่ผลิตออกมา ไม่ใกล้เคียงกับของจริงหรอก ผู้ที่มีความชำนาญไม่ต้องมากมายมองผ่านๆ ก็ดูออก แต่ปัจจุบันงานของปลอมพัฒนามาเรื่อยจนเทียบเท่าของจริงแล้ว ถ้าผู้ค้าไม่ดูให้ละเอียดรับรองว่าพลาดแน่ๆ อย่างไรก็ตามผู้ที่อยู่ในเครือข่าย และได้ข้อมูลไปก็อาจจะได้รับความปลอดภัยเพิ่มขึ้น เพราะสมาชิกจะแจ้งข้อมูลว่าในพื้นที่ใดควรจะระวัง และทองลวดลายใดให้เพิ่มความระมัดระวัง หรือการปฎิบัติงานของกลุ่มมิจฉาชีพจะมาในลักษณะใด”

Currency War

เรื่องราวการทะเลาะกันของขาใหญ่ ซึ่งขาลีบอย่างเราๆ ก็ต้องรับผลไม่มากก็น้อยถ้าเราลองย้อนอดีตดูการสู้รบมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการแย่งชิงอาหารหรือของมีค่าที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลพอสังคมพัฒนาขึ้นก็เริ่มเป็นการสู้รบระหว่างชนชาติ พัฒนาการของอาวุธที่ใช้ก็มีการพัฒนาไปด้วยเช่นกัน แต่ปัจจุบันการต่อสู้กลับไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธ (ในความหมายของสิ่งที่ให้ประหัตประหารกัน) แต่ใช้สิ่งที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจทั้งแต่ราคาสินค้า การครอบครองทรัพยากรที่จำเป็นรวมถึงการสู้รบผ่านระบบอัตราแลกเปลี่ยน สงครามค่าเงิน (currency war) มีการพูดถึงมาพักใหญ่แต่เริ่มเห็นสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลังจากรอยร้าวของชาติมหาอำนาจสองขั้วเริ่มร้าวลึกขึ้น คู่ขัดแย้งที่ชัดเจนคือสหรัฐอเมริกา กับแฝดต่างฝาอย่างจีน-รัสเซีย สหรัฐอเมริกาครอบครองความได้เปรียบมายาวนานหลังสงครามเย็น แต่ด้วยการกระทำที่ดูจะเป็นการวางก้ามมากจนเกินไป จนทำให้ชาติที่ไม่ได้เป็นลูกไล่สหรัฐฯ เริ่มแสดงอาการไม่พอใจและเริ่มที่จะหาทางตีตัวออกจาก “ระบบ” ที่สหรัฐฯ สร้างขึ้น จีนเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดและมีข้อพิพาททางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ มาพักใหญ่ตั้งแต่เรื่องการกีดกันการค้า การรุกหาพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค การแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายบิดเบือนกลไกตลาดของสหรัฐฯ ของจีนที่ถือเป็นความกล้าหาญที่ชาติอื่นก็ไม่พอใจแต่เลือกที่จะไม่พูด ความพยายามในการผลักดันค่าเงินหยวนให้กลายเป็นสกุลเงินที่ใช้ชำระราคาระหว่างประเทศได้ เหล่านี้ล้วนเป็นการท้าทายอำนาจสหรัฐฯ ด้านรัสเซียเองหลังจากถูกกดดันในหลายด้านจนยูเครนซึ่งเป็นเหมือนลูกศิษย์ก้นกุฎิเริ่มตีตัวออกห่างจนทำให้รัสเซียอดรนทนไม่ได้ ก็เริ่มแสดงแสนยานุภาพเพื่อเป็นการเตือนสหรัฐฯ และพันธมิตรว่าอย่ารุกมามากกว่านี้ด้วยการเข้ายึดแคว้นไครเมียและกลายเป็นฉนวนความขัดแย้งสำคัญที่ทำให้รัสเซียเลือกที่จะ “ตอบโต้” ด้วยนโยบายด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทรัพยากร ด้วยการทำข้อตกลงหลายเรื่องกับจีนที่ถือเป็นพันธมิตรที่จำเป็นจะต้องจับมือด้วย เพียงเพราะมีศัตรูคนเดียวกัน โดยผมมองว่ารัสเซียคงมีความพยายามที่จะทำให้ระบบดอลลาร์ที่มีอยู่เดิมเกิดความสั่นคลอนด้วยการให้ชำระราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสกุลเงินอื่น ซึ่งถือเป็นการทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจริงๆ และผมมองว่าการกดราคาน้ำมันให้ลดต่ำลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาก็น่าจะเป็นผลมาจากเกมส์การต่อสู้นี้ เป็นการตอบโต้รัสเซียเกมส์การต่อสู้แบบนี้จะยังดำเนินไปอีกในอนาคตและน่าจะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ผลกระทบจาก currency war จะทำให้ความผันผวนของระบบสกุลเงินมีมากขึ้นโดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีผลต่อราคาทองคำโดยตรง นอกจากนี้การที่จีน-รัสเซียจะผลักดันค่าเงินหยวนและรูเบิลขึ้นมาเป็นสกุลเงินที่ทัดเทียมดอลลาร์สหรัฐฯ ก็จะมีความจำเป็นที่จะต้องมีการสะสมทองคำเพิ่มขึ้นในทุนสำรองและที่ผ่านมาทั้งสองประเทศก็มีการสะสมต่อเนื่องจริง ดังนั้นถ้ามองมุมนี้ระยะยาวทองคำน่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ถูกใช้เป็นหนึ่งในอาวุธในการทำสงครามค่าเงิน ที่มา : จูเก๋อเลี่ยง วารสารทองคำ ฉบับที่ 43

QE คำตอบสุดท้ายของ ECB ?

ในเดือนที่ผ่านมา ประเด็นร้อนที่ได้รับการจับตามองจากนักลงทุนทั่วทั้งโลก คงหนีไม่พ้นประเด็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินของกลุ่มสหภาพยุโรปในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้งนี้ ทางธนาคารกลางยุโรป ออกมาประกาศเข้าซื้อสินทรัพย์หลายประเภท โดยเฉพาะพันธบัตรในวงเงินถึง 6 หมื่นล้านยูโร ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ซึ่งคิดเป็นวงเงินกว่า 1 ล้านล้านยูโร ซึ่งถือว่าเป็นการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว ซึ่งหลายฝ่ายออกมาวิตกกังวลว่า การทำคิวอีครั้งนี้ถือว่ามีความยากพอสมควร เนื่องจาก สภาพเศรษฐกิจในยูโรแตกต่างจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯและญี่ปุ่นซึ่งทำการผ่อนคลายนโยบายการเงินและสำเร็จมาแล้ว ด้วยการที่กลุ่มสหภาพยุโรปไม่ได้มีเพียงประเทศเพียงเดียว แต่มีอีก 18 ประเทศซึ่งต่างมีคุณภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน     หลังวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป ปี2014 นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรปสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับนักลงทุนทั่วโลกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการดำเนินนโยบายการเงิน จากการที่อัตราเงินเฟ้อของกลุ่มยูโรโซนนั้นลดลงต่ำกว่า 1% อย่างต่อเนื่อง ส่งสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะเงินฝืด (Deflation) ทาง ECB ประกาศการใช้มาตรการทางการเงินแรก คือ TLTRO (Target Long Term Refinancing Operation)หรือการปล่อยสินเชื่อให้กับธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำและคงที่ ที่ระดับ 0.05% และปรับอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่ธนาคารพาณิชย์พักไว้ (Deposit facility) เหลือ -0.2% สองคือ การเข้าซื้อสินทรัพย์ของภาคเอกชนประเภท ABS (Asset Back

เซี่ยงไฮ้ โกลด์ เอ็กซ์เชนจ์ และ เวิลด์ โกลด์ เค้าน์ซิล จับมือร่วมกันพัฒนาให้ เซี่ยงไฮ้ เป็นเขตการค้าเสรีเหมือนกับ ตลาดทองคำโลก

เซี่ยงไฮ้ โกลด์ เอ็กซ์เชนจ์ (SHANGHAI GOLD EXCHANGE / SGE) และ เวิลด์ โกลด์ เค้าน์ซิล (World Gold Council / WGC) ได้พัฒนาองค์กรทางด้านการตลาดเพื่ออุตสาหกรรมทองคำ โดยลงนามใน ‘MOU’ เกี่ยวกับเรื่องของ ความเข้าใจในข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ซึ่ง เซี่ยงไฮ้ โกลด์ เอ็กซ์เชนจ์ เป็นองค์กรแลกเปลี่ยนซื้อขาย physical gold ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเวิลด์ โกลด์ เค้าน์ซิล ก็เป็นผู้ที่มีอำนาจ ทั่วโลก เกี่ยวกับเรื่องของอุตสาหกรรมทองคำ โดยที่ทั้งสององค์กรได้มีการจับมือร่วมกันให้การสนับสนุนในการพัฒนาการซื้อขายทองคำทั้งในประเทศและต่างประเทศของจีน โดยใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ทำให้ตลาดทองคำจีนเข้าสู่การเป็นตลาดระดับสากล ด้วยการซื้อขายผ่านเขตการค้าเสรีของเซี่ยงไฮ้ เพื่อที่จะสนับสนุนการขยายตัวของตลาด ซึ่งมีในข้อตกลงในการให้การสนับสนุน การพัฒนาการลงทุนในการผลิตทองคำ และการแก้ไขปัญหาสำหรับอุตสาหกรรมและนักลงทุนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2014 ที่ผ่านมา คณะกรรมการระหว่างประเทศเริ่มมีการประชุมอย่างเป็นทางการโดยให้ทาง เซี่ยงไฮ้ โกลด์ เอ็กซ์เชนจ์ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ตลาดทองคำจีนเข้าสู่ระดับสากล คณะกรรมการระหว่างประเทศได้มีการอนุมัติให้นักลงทุนต่างประเทศ สามารถที่จะใช้เงินหยวนในการซื้อขายแลกเปลี่ยนโลหะมีค่าและ

สะสมความมั่งคั่งด้วยทองคำหลากรูปแบบ

จากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงขาดเสถียรภาพอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอันเนื่องมาจากปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และวิกฤติหนี้สาธารณะที่ยังคงเรื้อรังและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงแผ่กระจายเข้าครอบคลุมประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรป อีกทั้งปัญหาความผันผวนของราคาพลังงาน ตลอดจนภาวะเงินเฟ้อซึ่งมีทีท่าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทองคำจึงได้กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของนักลงทุนทั้งรายเก่ารายใหม่ที่หวังเพิ่มพูนความมั่งคั่งผ่านการเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคาทองคำ ซึ่งการสะสมความมั่งคั่งผ่านการถือครองทองคำนั้นมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตามความถนัด ความชอบ และจำนวนเงินในกระเป๋า เช่น ทองรูปพรรณ ทองคำแท่ง และเหรียญทองคำ เป็นต้น รูปแบบการสะสมทองคำ มนุษย์เราคุ้นเคยกับการออมและการสะสมความมั่งคั่งด้วยทองคำมาตั้งแต่ในอดีต ผ่านการสวมใส่เครื่องประดับทองซึ่งถือเป็นวิธีการแสดงออกถึงฐานะของผู้เป็นเจ้าของ อย่างไรก็ตาม ค่าความบริสุทธิ์ของเครื่องประดับทองซึ่งได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับ ในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไป เช่น ค่าความบริสุทธิ์ของเครื่องประดับทองในตลาดจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง อยู่ที่ 24, 22 และ 21 กะรัต ตามลำดับ ขณะที่ค่าความบริสุทธิ์ของทองรูปพรรณที่จำหน่ายในประเทศไทยคือ 23.16 กะรัต หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าทอง 96.5% เมื่อการสะสมความมั่งคั่งด้วยทองคำเริ่มเป็นที่นิยมในวงกว้าง บทบาทและความสำคัญของทองคำแท่งจึงเพิ่มมากขึ้น ข้อดีของการถือครองทองคำแท่งคือ การซื้อขายสามารถทำได้คล่องตัวกว่าทองรูปพรรณ อีกทั้งใช้เงินลงทุนต่ำกว่าเพราะไม่มีค่ากำเหน็จ หากแต่เกิดภาระด้านการเก็บรักษา และไม่สามารถ สวมใส่เพื่อความสวยงามได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันทองคำแท่งมีให้เลือกสะสมทั้งค่าความบริสุทธิ์ 99.99% และ 96.5% กหนึ่งรูปแบบของการสะสมความมั่งคั่งผ่านการถือครองทองคำและยังให้ความเพลิดเพลินในรูปของของสะสมคือ เหรียญทองคำซึ่งมีทั้งเหรียญกษาปณ์และเหรียญที่ระลึก การสะสมทองคำในรูปแบบนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา

เที่ยวน่าน นมัสการพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง

น่าน ดินแดนแห่งศิลปวัฒนธรรม และประเพณีอันงดงาม ที่สืบทอดกันมากว่า 600 ปี และมีพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง อันเป็นพระธาตุประจำปีนักษัตรเถาะ เป็นปูชนียสถานสำคัญประดิษฐานเป็นมงคลอยู่ พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง แฝงด้วยปรัชญาธรรมอันสูงส่ง ตั้งแต่นาม “แช่แห้ง” ที่ปราชญ์โบราณกล่าวไว้ว่าการ “แช่” อยู่ในกิเลสตัณหา ไม่ว่าจะเป็น โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งการจะทำตัวให้ “แห้ง” หรือหลุดพ้นได้ คือ การดับเสียซึ่งกิเลสตัณหาเหล่านั้น บันทึกไว้ในพงศาวดารเมืองน่านว่า พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง สร้างขึ้นเมื่อปี 1891 ในสมัยพระยาการเมืองเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพิมพ์เงินและพระพิมพ์ทองที่พระยาการเมืองได้รับพระราชทานจากพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งไปช่วงสร้างวัดหลวงอภัย ที่กรุงสุโขทัย ส่วนที่เป็นตำนานเล่าขานต่อๆ กันมาว่า เมื่อครั้งพระพุทธองค์เดินทางเผยแผ่พระศาสนามาถึงเมืองนันทบุรี (เมืองน่านในอดีต) และประทับอยู่ ณ ริมน้ำห้วยไคร้ เจ้าผู้ครองนครนามว่า พญามลราช และ เทวีสัณฐมิต พระมเหสี ได้ถวายผ้าสรงน้ำแด่พระพุทธองค์ เมื่อทรงรับเอาผ้านั้นมาสรงน้ำแล้ว ผ้าผืนนั้นก็กลายเป็นแผ่นทองคำ เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ชาวเมือง พระอานนท์ ซึ่งตามเสด็จด้วย ได้กราบทูลขอพระเกศาไว้เพื่อเป็นที่สักการบูชาแก่คนและเทวดาทั้งหลาย พระพุทธองค์ทรงลูบพระเศียร ได้พระเกศามาองค์หนึ่ง แล้วตรัสว่า

พระมหามณฑปหลวงพ่อทองคำ พุทธสถาปัตยกรรมงามวิจิตรบนถนนสายทองคำ

ความงดงามที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า คือ พุทธสถาปัตยกรรมอันวิจิตรตระการตาราวเทวานฤมิต ซึ่งเกิดขึ้นด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนในถิ่นถนนเยาวราช ประชาคมนักธุรกิจเขตสัมพันธวงศ์ และวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อให้เป็นสถานที่ประดิษฐาน “พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร” หรือ หลวงพ่อทองคำ  พระพุทธรูปล้ำค่าคู่บ้านคู่เมือง พระมหามณฑป วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ก่อสร้างแล้วเสร็จ เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 80 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ทำให้ประชาชนทั่วไปได้อิ่มตา อิ่มใจ และอิ่มบุญกันถ้วนหน้า เพื่อรังสรรค์พระมหามณฑปให้มีความงดงามยิ่งใหญ่ควรคู่กับการเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ และการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีมหามงคล การออกแบบพระมหามณฑปจึงเป็นไปอย่างพิถีพิถัน ด้วยการรวบรวมอัจฉริยศิลปินระดับชาติหลากหลายสาขามาร่วมกัน โดยมี น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมไทย) อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายออกแบบ สร้างสรรค์พุทธสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าหลังนี้ โดยยึดถือ 3 หลักปรัชญาในการออกแบบ คือ ความศักดิ์สิทธิ์และสง่างาม ด้วยโครงสร้างขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดความรู้สึกสง่างาม น่าเกรงขาม ขณะเดียวกันก็รักษาคุณค่าทางสถาปัตยกรรมไว้ครบถ้วนทั้งพุทธศิลป์ สถาปัตยศิลป์ และวิจิตรศิลป์ ความมั่นคงถาวร ด้วยมุ่งหวังให้เป็นภูมิสถาปัตยกรรมใหม่ของย่านเยาวราช และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าสืบไปชั่วลูกหลาน การออกแบบจึงคำนึงถึงอายุการใช้งานของวัสดุเป็นหลัก โครงสร้างของอาคารจึงเป็นคอนกรีต เสริมเหล็ก และคัดสรรวัสดุที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องความคงทนถาวร อาทิ หินอ่อน มาใช้ในการก่อสร้าง ความร่วมสมัย เน้นการออกแบบที่เรียบง่าย แต่สร้างสรรค์

“เครื่องถม” บรรพศิลป์แห่งแดน “ทักษิณ”

เครื่องถมเป็นงานประณีตศิลป์ชั้นสูงที่คนไทยรู้จักมาเป็นเวลาช้านาน และปรากฏในพงศาวดารว่าเครื่องถม นับเป็นหนึ่งในเครื่องราชูปโภคของไทย ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากชาวโปรตุเกส ซึ่งเป็นชนชาวยุโรปชาติแรกที่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยาให้เข้ามาทำการค้าและตั้งรกรากในราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ปี 2061 ใน 4 หัวเมืองสำคัญ ประกอบด้วย กรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และมะริด ชาวโปรตุเกสนั้นไม่ว่าไปอยู่ที่ใดก็จะนำเอาวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีของตนไปเผยแพร่ด้วย โดยเฉพาะที่เมืองนครศรีธรรมราชได้รับการสืบทอดวัฒนธรรมมาหลายอย่าง เช่น การจัดตลาดนัด การชนวัว ที่สำคัญคือการถ่ายทอดวิชาการทำเครื่องถม ทำให้เครื่องถมเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งต่อมา ได้โปรดเกล้าฯให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจัดหาช่างถมที่มีฝีมือดี เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยา ระหว่างปี 2199-2231 เพื่อจัดทำเครื่องราชบรรณาการสำหรับให้คณะราชทูตกรุงสยามนำไปถวายสมเด็จพระสันตะปาปา ณ กรุงวาติกัน และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส เครื่องราชบรรณาการที่ถวายสมเด็จพระสันตะปาปา เป็นกางเขนพร้อมราชสาส์นในหีบถมทอง บนพานถมทองส่วนเครื่องราชบรรณาการที่ถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 คือ หีบถมทองบรรจุม้วนพระราชสาส์น ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พบว่าเครื่องถมนครศรีธรรมราชได้รับความนิยมอย่างยิ่งในราชสำนัก เมื่อสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯให้ฟื้นฟูการทำเครื่องถม จนเครื่องถมรุ่งเรืองมาก และมีการกำหนดว่าเครื่องถมทองจะใช้สำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้น ส่วนขุนนางจะใช้ได้แต่เครื่องถมเงิน จวบจนสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เครื่องราชูปโภคทั้งหลายล้วนแต่เป็นเครื่องถม ได้แก่ พระแท่นที่เสด็จออกขุนนางและพระเสลี่ยง

ทองสีม่วง : นวัตกรรมของวงการเครื่องประดับทอง

หากเอ่ยถึงทองคำ หลายคนคงนึกถึงโลหะสีเหลืองทอง มีความวาว อ่อนนุ่ม ทนต่อความร้อนและการกัดกร่อนได้ดี จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ทั้งด้านทันตกรรม และอุตสาหกรรม เช่น การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจากนี้ ทองคำยังเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าเป็นโลหะที่มีค่าในตัวเอง จึงถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ตลอดจนนำไปใช้ในการผลิตเครื่องประดับซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทุกยุคทุกสมัยจวบจนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทราบหรือไม่ว่าอันที่จริงทองคำไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่สีเหลือง (Yellow Gold) เท่านั้น ยังมีสีขาว (White Gold) สีชมพู (Pink Gold) รวมถึงสีอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้า เขียว ดำ และม่วง เป็นต้น โดยสีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการผสมธาตุหรือโลหะอื่นลงไปในทองคำด้วยสัดส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดสีต่าง ๆ แล้ว ยังเปลี่ยนสมบัติทางกายภาพของทองคำให้มีความแข็งเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ หากย้อนไปเมื่อราว 2-3 ปีที่ผ่านมา ทองคำประเภทหนึ่งที่มีการกล่าวถึงกันค่อนข้างมากคือ “ทองสีม่วง” (Purple Gold) ซึ่งเป็นนวัตกรรมและได้สร้างความแปลกใหม่ที่ช่วยแต่งแต้มสีสันให้แก่วงการเครื่องประดับทองได้เป็นอย่างดีในระยะหนึ่ง แต่เพราะเหตุใดกระแสทองสีม่วงจึงค่อย ๆ เลือนหายออกไปจากแวดวงเครื่องประดับไทย มาถึงจุดนี้หลายคนคงสงสัยว่า
PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com