หนึ่งหัวข้อสำคัญที่ถูกพูดถึงและได้รับความสนใจค่อนข้างมากก็คือ ประเด็นเรื่องต้นทุนการผลิต นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่ามีโอกาสน้อยที่ราคาทองคำจะลงไปต่ำกว่าต้นทุนการผลิต แต่การกล่าวถึงต้นทุนดังกล่าว หรือที่ได้ยินกันค่อนข้างหนาหูว่า “ต้นทุนหน้าเหมือง” นั้น ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนถึงที่มาของราคาหน้าเหมืองนั้นๆ บวกกับการขาดคำนิยามที่ชัดเจนถึงต้นทุนการผลิตที่พูดถึง ทำให้นักลงทุนที่ได้ยินอาจเข้าใจผิด และอาจส่งผลเสียต่อการลงทุนในทองคำได้เช่นกัน ซึ่งลองมาทำความรู้จักกับต้นทุนการผลิตอย่างละเอียด พร้อมจับกระแสและแนวโน้มของต้นทุนการผลิตกัน ต้นทุนการผลิตทองคำนั้นถูกแบ่งแยกย่อยเป็นหลายประเภทจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องทราบถึงนิยาม รวมถึงสมการของต้นทุนแต่ละประเภท เพื่อให้เกิดความถูกต้องในการนำตัวเลขดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินใจลงทุน โดนต้นทุนที่รายงานดังกล่าวนำมาใช้มีอยู่สองประเภทนั้น คือ ต้นทุนแบบ Cash Cost และแบบ All in sustaining cost โดยนำมาจากรายงานประจำปี 2556 ของ 8 เหมืองใหญ่ที่มีการผลิต คิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของปริมาณการผลิตทองคำทั้งหมดในปี 2556 โดยแนวโน้มที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ต้นทุน Cash Cost คือต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทองคำโดยตรง บวกกับค่าสัมปทานเหมือง และหักด้วยต้นทุนการผลิตโลหะอื่น ในกรณีที่เหมืองนั้นๆ มีการผลิตโลหะอื่นนอกเหนือจากทองคำ (เรียกว่า By-product credit) หรือสามารถเขียนเป็นสมการง่ายๆ ได้ว่า “ต้นทุน Cash Cost = ต้นทุนการขุด, ต้นทุนการขนส่ง, การหลอมขึ้นรูป
Category Archives: บทความน่าสนใจ
เป็นที่ทราบกันดีสำหรับนักลงทุนทองคำครับว่า ปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อราคาทองคำนั้นอยู่ที่การเคลื่อนไหวของค่าเงินโดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์ซึ่งจะเคลื่อนไหวผกผันกับราคาทองคำ โดยสามารถติดตามและคาดการณ์การเคลื่อนไหวได้ผ่านแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ปัจจัยที่นักลงทุนทองคำส่วนใหญ่หลงลืมที่จะติดตามก็คือค่าเงินบาทนั่นเองครับ โดยหากค่าเงินบาทคงที่แต่ราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไป 1 ดอลลาร์ ราคาทองคำในประเทศจะเพิ่มขึ้น 15 บาท ขณะที่หากราคาทองคำในตลาดโลกคงที่แต่ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์เปลี่ยนแปลงไป 10 สตางค์ ราคาทองคำจะเปลี่ยนแปลงไปประมาณ 60 บาท นั่นหมายความว่า หากราคาทองคำในตลาดโลกเพิ่มขึ้น 4 ดอลลาร์ แต่ค่าเงินบาทแข็งค่า(เป็นผลลบต่อราคาทองคำในประเทศ) 10 สตางค์ ราคาทองคำในประเทศจะไม่ได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลกเลยนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การติดตามค่าเงินบาท ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตาม ซึ่งสามารถติดตามผ่านแนวโน้มเศรษฐกิจไทยนั่นเอง ในบทความชิ้นนี้เราลองมาดูแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีกันดีกว่าครับ เศรษฐกิจไทยในปีนี้ต้องยอมรับว่าค่อนข้างสะบักสะบอมกันพอสมควร โดยประเด็นกดดันอยู่ที่ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นเกือบตลอดครึ่งปีแรก ส่งผลให้การลงทุนลดลงและเป็นผลลบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน จนทำให้เกิดแรงขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรจนเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงต้นปี หลังจากนั้นก็มาเคลื่อนไหวในกรอบ 32-33 บาท และมาแข็งขึ้นอีกครั้งจากการอ่อนค่าลงอย่างหนักของค่าเงินดอลลาร์ หลังจากที่หลายสถาบันออกมาปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกลงและการระบาดของเชื้ออีโบล่า สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 4 นั้น ยังมีโอกาสแข็งค่าอีกครั้ง จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี โดยตัวเร่งที่ให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้นั้นอยู่ที่การเร่งใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลใหม่ เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ยังต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกอีกทางหนึ่ง โดยหากตัวเลขเศรษฐกิจในภูมิภาคที่สำคัญอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่นและจีนมีการฟื้นตัวในช่วงปลายปีนี้ การส่งออกที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอีกหนึ่งตัวเร่งให้ภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าได้อีกครั้ง แต่หากการเร่งเบิกงบประมาณไม่สามารถฟื้นฟูการบริโภคและการลงทุน บวกกับความกังวลต่อภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่จนการส่งออกลดลง ค่าเงินบาทก็อาจอ่อนค่าลงอีกครั้ง
เนื่องจากวันนี้เป็นวันลอยกระทง หลายท่านคงมีสถานที่ที่อยากไปลอยกระทงกันอยู่ในใจแล้ว จะเป็นที่ไหนก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขกันมากๆนะครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านเคยได้เห็นประเพณีการลอยกระทงกันตั้งแต่เด็กๆใช่ไหมครับ ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน จนบางครั้งคนรุ่นใหม่อาจจะไม่เข้าใจถึงความหมายของการลอยกระทงว่า ลอยไปเพื่ออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร วันนี้ผมก็มีสาระเล็กๆน้อยๆมาฝากกันครับ ประวัติความเป็นมาวันลอยกระทง วันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ โดยมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น ลอยเคราะห์ บูชาพระพุทธเจ้า แต่ปัจจุบันนิยมทำเพื่อขอขมา และระลึกถึงพระคุณ พระแม่คงคา ที่ได้อำนวยประโยชน์ต่าง ๆ แก่มนุษย์ โดยประเพณีลอยกระทงมีมาประมาณ ๗๐๐ ปี และได้เข้าสู่ประเทศไทยในสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศ ผู้เป็นพระสนมเอกของพระร่วงเจ้าว่า “ครั้นวันเพ็ญเดือน ๑๒ ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่างๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย…” เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงมีพระราชโองการฯให้จัดพิธีลอยกระทงเป็นประจำทุกปี ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองพระราชพิธีนี้จึงได้ถือปฏิบัติเป็นประจำจนกระทั่งบัดนี้ ประเพณีลอยกระทง
ปัญหาจี้ปล้นร้านทองก็ยังคงวนเวียนมาให้ได้หวาดระแวงกันเสมอนะครับ ผมได้รวบรวมหลากหลายแนวคิดวิธีการในการป้องกันร้านทองให้ปลอดภัยห่างไกลจากการจี้ปล้น ซึ่งหลายร้านได้ดำเนินการอยู่แล้วแต่บางร้านก็ยังกำลังตัดสินใจอยู่ ซึ่งจะมีอะไรบ้าง ลองมาดูกันครับ ทั้งหมดนี้แม้จะไม่สามารถการันตีได้ 100% ว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายขึ้นกับร้านทอง แต่อย่างน้อยก็จะช่วยลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินได้ ซึ่งจะสร้างความสบายใจ ทั้งเจ้าของร้านและพนักงานในร้าน โดยเชื่อว่าลูกค้าจะเข้าใจเป็นอย่างดี ที่มา : จุลสารทองคำ ประจำเดือน กรกฎาคม 2557พิมพ์แจก สมาชิกสมาคมค้าทองคำ ทั่วประเทศ
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมายังมีปัจจัยที่เข้ามากระทบต่อราคาทองคำมากเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเก่าอย่างการลดขนาด QE การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ประเด็นสงครามในประเทศตะวันออกกลาง และยุโรปตะวันตกเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องเก่าที่ยังคงมีความสำคัญ แต่ประเด็นข่าวล่าสุดที่สร้างความวิตกต่อเศรษฐกิจยูโรโซน โดยเฉพาะในภาคธนาคารอีกครั้ง คือปัญหาของธนาคาร Banco Espirito Santo (BES) ซึ่งเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโปรตุเกสหลังจากถูกระงับ การซื้อขายในตลาด PSI ของโปรตุเกส ล่าสุดก็ได้รับเงินช่วยเหลือไปกว่า 4.9 พันล้านยูโร กรณีนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าวิกฤติ ทางการเงินการคลังของประเทศในแถบยูโรโซน ยังคงมีปัญหาและอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในระบบการเงินอีกครั้งในอนาคต วิกฤติหนี้สินในยุโรปเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2552 โดยสาเหตุสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง การใช้นโยบายประชานิยมที่สร้างรายจ่ายภาครัฐเป็นจำนวนมาก ความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างประเทศที่รวมตัวกัน ทำให้มีการ ขาดดุลการค้าจำนวนมาก การใช้นโยบายด้านการเงินร่วมกันทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการใช้นโยบาย รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง CDS และตราสารอนุพันธ์อื่นทำให้การตรวจสอบหนี้สินทำได้ยาก ทั้งหลายเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาขึ้น โดยเริ่มจาก กรีซ ซึ่งเป็นประเทศที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อ GDP สูงสุดในกลุ่มและลุกลามไปสู่หลายประเทศในกลุ่ม PIIGS อย่างไอร์แลนด์ โปรตุเกส รวมถึงประเทศขนาดใหญ่อย่างสเปนและอิตาลี ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน กลุ่มยูโรโซนใช้การตั้งกองทุน EFSF และ ESM ขึ้นมาเพื่อรักษาเสถียรภาพ
ภาษีมูลค่าเพิ่มจะปรับขึ้นจริงหรือ? ตามประกาศ คสช.ที่ 92/2557 เรื่องการลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 6.3% ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 ถึง 30 กันยายน 2558 และให้ปรับขึ้นเป็น 9% เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนในการทำความเข้าใจ อันที่จริงแล้ว การปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ6.3% นั้น ในทางปฏิบัติ ภาษีมูลค่าเพิ่มยังคงอยู่ที่ 7% เหมือนเดิม เพราะการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 6.3% ยังไม่รวมภาษีท้องถิ่นอีก 0.7% หากรวมกันจะทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 7% ตามที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่จะปรับขึ้นอยู่ในอัตรา 9% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไปนั้น เป็นอัตราที่ต้องรวมกับภาษีท้องถิ่นอีก 1% ด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 10% ตามเพดานสูงสุดที่มีอยู่ตามกฎหมาย
คำถามที่เป็นปกติในกลุ่มของนักลงทุนทองคำ คือ ตลาดทองคำจะเป็นขาลงไปถึงเมื่อใด ซึ่งก็ต้องเรียนตรง ๆ ว่า คงเป็นการยากที่จะกำหนดเวลาให้ชัดเจนว่าตลาดทองคำจะอยู่ในช่วงขาลงไปถึงเมื่อใด แต่เมื่อมองปัจจัยที่กระทบต่อราคาทองคำ และทำให้ทองคำเข้าสู่ช่วงขาลง นั้น อาจจะพอประมาณได้ว่า สัญญาณใดที่จะบอกว่า ตลาดทองคำอาจจะเริ่มที่จะจบช่วงขาลง หรืออาจจะกลับเข้าสู่ช่วงตลาดขาขึ้นได้อีกครั้งจะเกิดขึ้นจากสัญญาณใด ช่วงตลาดขาลงเกิดขึ้นหลังจากที่เริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และกระแสข่าวเรื่องการเริ่มจำกัดนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งราคาเริ่มอ่อนตัวลงเรื่อยมาตามสัญญาณดังกล่าว จนถึงการปรับลดนโยบาย QE ครั้งแรกในเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา ขณะที่เมื่อมองความสัมพันธ์กับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็พบว่า ทิศทางค่าเงินดอลลาร์มีการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาการฟื้นตัวในช่วงเวลาเดียวกัน จึงอาจจะกล่าวได้ว่า ในช่วงตลาดทองขาลงเกิดจากการฟื้นตัว และการลดขนาดมาตรการทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดังนั้น การจบช่วงตลาดขาลง อาจจะเริ่มเห็นสัญญาณจากช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มปรับนโยบายเข้าสู่สภาวะที่เกือบปกติ หมายถึง เริ่มปรับดอกเบี้ยสักระยะ จนตลาดไม่ตื่นตกใจต่อการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตนั่นเอง ส่วนช่วงของตลาดขาขึ้นของทองคำ ถ้าย้อนดูปัจจัยที่หนุนราคาทองคำในอดีตเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤติทางการเงินการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินขนาดใหญ่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการเข้าซื้อขายเก็งกำไร ดังนั้น การจะทำให้ราคาทองคำกลับเข้าสู่ช่วงที่ปรับตัวขึ้นได้ก็อาจจะต้องมีความเสี่ยงสำคัญเกิดขึ้น ตัวอย่างความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับราคาพลังงาน ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ความเสี่ยงที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างชาติที่อาจจะนำไปสู่การสู้รบ เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่เคยทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ทั้งสิ้น นอกเหนือจากนี้ การที่ตลาดการลงทุน มีการใช้ทองคำในการซื้อขายเก็งกำไร และมีการสะสมทองคำเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี ก็อาจจะเป็นช่วงที่ราคาทองคำสามารถกลับเข้าสู่ช่วงของตลาดขาขึ้นเช่นเดียวกัน แม้ช่วงกว่า 2
เคล็ดลับทำความสะอาดทองง่าย ๆ ด้วยตนเอง เครื่องประดับที่ทำจากทอง ไม่ว่าจะเป็น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ หรือ แหวน เมื่อใช้ไปนานๆแล้วอาจจะหมองไม่เงางาม เหมือนตอนซื้อมาใหม่ๆเพราะโดนเหงื่อของเราซึ่งมีกรด เครื่องประดับเหล่านี้จะแพ้ความเค็มในเหงื่อของเรา จึงควรทำความสะอาดบ่อยๆ ให้เครื่องประดับกลับมาเงางามอีกครั้ง โดยมีหลายวิธีง่ายๆ ดังนี้ วิธีทำความสะอาดทองไม่ให้สึกหรอ1. ใช้น้ำอุ่นผสมกับน้ำยาล้างจาน นำทองไปแช่ ขัดด้วยแปรงสีฟันขนนุ่มๆ และล้างด้วยน้ำสะอาด 2. ใช้แปรงสีฟันขนนุ่มชุบยาสีฟัน แปรงทั่วๆ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด เสร็จแล้วใช้ผ้านิ่มๆ ขัดเงาอีกครั้ง 3. แช่น้ำมะนาวไว้ประมาณ 1 วัน อาจจะเป็นช่วงกลางคืนตอนเราหลับก็ได้ หลังจากนั้น ถูเบาๆ ให้คราบสกปรกออกไป เช็ดให้แห้ง และหากมีแป้งเด็ก ก็สามารถนำมาทาบางๆ แล้วใช้ผ้าขัดอีก เพื่อความเงางาม 4. ใช้น้ำมะขามเปียก ขัด และล้างน้ำออกให้สะอาด เช็ดให้แห้ง 5. เครื่องประดับที่มีลวดลายละเอียด ควรแช่ในน้ำเดือด ผสมโซเดียมไบคาร์บอเนตหนึ่งหยิบมือ แช่ทีละชิ้น ประมาณ 30 วินาที จากนั้นซับให้แห้งด้วยผ้านิ่ม แต่ในกรณีที่เครื่องประดับมีพลอยตกแต่งอยู่ ไม่ควรใช้วิธีนี้
ทองคำบริสุทธิ์ช่วยฟื้นฟูผิวหน้าให้เต่งตึงได้ จริงหรือ? ทองคำ นับเป็นอัญมณีล้ำค่าตลอดกาล มนุษย์มักจะให้ความสำคัญกับอัญมณีที่มีค่าและหายากมาสัมพันธ์กับสุขภาพกายและความงามเสมอ มีประวัติการนำทองคำบริสุทธิ์มาดัดแปลงใช้กับส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้า โดยเชื่อว่าจะช่วยชะลออายุผิวพรรณตั้งแต่ครั้งยุคของพระนางคลีโอพัตรา และมีใช้ในระดับผู้นำสูงสุดอีกหลายทวีป เช่น จีน อัฟริกา รวมทั้งยุโรป แม้จะยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ว่าทองคำจะช่วยชะลอความเหี่ยวย่นของผิวหนังได้อย่างไร แต่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของทองคำได้ออกสู่ตลาดในหลายรูปแบบ ทั้งครีมทาผิว ครีมพอกหน้า รวมทั้งแผ่นทองคำเปลวบริสุทธิ์ 24 เค สำหรับพอกหน้า เราจะมาดูว่ามีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อะไรบ้างที่พอจะเชื่อถือได้ว่าทองคำมีส่วนดีต่อสุขภาพทางกายและความสวยงาม และก่อให้เกิดอาการข้างเคียงได้หรือไม่ การนำทองคำมาใช้ประกอบอาหารและเครื่องดื่ม จากหลักฐานทางการวิทยาศาสตร์ พบว่าโลหะทองคำบริสุทธิ์ จะไม่มีปฏิกิริยากับสารเคมีใดๆหรือต่อเซลของร่างกาย เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรืออาการข้างเคียง สหภาพยุโรป หรือ อียู ได้รับรองและอนุญาตให้ทองคำจัดอยู่ในกลุ่มสารเติมแต่งผสมในอาหารได้ (Food Additives) ในประเทศเยอรมนีและยุโรปหลายประเทศ มีการนำแผ่นทองคำเปลวหรือในรูปผงบดละเอียดมาประยุกต์ใช้ตกแต่งอาหาร รวมทั้งการผสมในเครื่องดื่มยี่ห้อเก่าแก่ เช่น Goldschlager, Gold Strike, and Goldwasser ซึ่งจัดอยู่ในประเภทเครื่องดื่มสุขภาพที่แพงจัด ในประเทศทางแถบเอเชีย เช่น บาหลี มีการนำทองคำมาผสมในการทำขนมหวาน อย่างไรก็ตามเนื่องจากโลหะทองคำมีคุณสมบัติเฉื่อย จึงไม่มีปฏิกิริยากับสิ่งแวดล้อมในร่างกาย ดังนั้นจึงไม่มีรสชาติ และไม่มีคุณค่าทางอาหาร และจะถูกขับออกจากร่างกายได้โดยไม่ถูกเปลี่ยนแปลงใดๆ การนำมาใช้ทางการแพทย์
อย่างที่ทราบกันดีว่าในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดทองคำถือว่าไม่สดใสนักจะว่าอยู่ในช่วงที่เกิดวิกฤติราคาทองคำก็ว่าได้ เพราะราคาทองคำมีการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง และสร้างผลขาดทุนจำนวนมาก ให้กับนักลงทุนทองคำ ในมุมผู้ค้าเอง ก็ถือว่าได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นเดียวกัน และเท่าที่ติดตามหลายกูรูก็เชื่อว่าราคาทองคำจะยังไม่สดใสมากนักทั้งในปีนี้และปีหน้า เนื่องมาจากการปรับนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ซึ่งจะทำให้ทองคำขาดความน่าสนใจในการลงทุน หลายท่านเชื่อว่าราคาทองคำอาจจะปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 1,100 เหรียญต่อออนซ์ แต่ก็มีคำกล่าวเช่นกันว่า “ในช่วงวิกฤติมักจะมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ” อย่างที่เราเห็นในตลาดการลงทุนที่ในช่วงวิกฤติมักที่จะมีเศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ แม้ตลาดทองคำจะมีความต่างอยู่บ้างในหลายมุม แต่ในระยะยาวเราก็จะเห็นว่าทองคำมักให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ การลงทุนระยะยาว ๆ ปกติแล้ว จะใช้กับสินทรัพย์ที่มีอนาคตที่ดี เช่น ถ้าเป็นหุ้นก็เป็นหุ้นของบริษัทที่มีพื้นฐานบริษัทที่ดี มีกำไรต่อเนื่อง มีโอกาสเติบโตในอนาคต เป็นธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตในระยะยาว และมีผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถส่วนทองคำ อาจจะมีมุมที่แตกต่างออกไปเพราะทองคำไม่ได้มีผลประกอบการ จึงอาจจะต้องประเมิน “อนาคต” ในมิติที่ต่างออกไป ประการแรก ถ้าเรามองระยะยาว เรายังเชื่อหรือไม่ว่าในอีก 20-30 ปี ข้างหน้าทองคำจะยังเป็นสินทรัพย์ที่มีความต้องการสูงดังเช่นปัจจุบัน เชื่อว่าเกือบจะทั้งหมดของผู้อ่านเชื่อเช่นนั้น เพราะในช่วงประวัติศาสตร์มนุษย์ ทองคำถือเป็นสินทรัพย์อันดับต้น ๆ ที่ได้รับ การยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มีค่าเสมอมา ประการที่สองคือ ในอนาคตทองคำจะหายากขึ้นหรือไม่ ซึ่งข้อนี้ ขอตอบแทนให้ว่ายากขึ้นปัจจุบันเชื่อว่า ทองคำส่วนใหญ่ได้ถูกมนุษย์ขุดขึ้นมาแล้ว ทำให้ความยากในการสำรวจหาแหล่งทองคำใหม่




