Category Archives: บทความน่าสนใจ

พระมหามณฑปหลวงพ่อทองคำ พุทธสถาปัตยกรรมงามวิจิตรบนถนนสายทองคำ

ความงดงามที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า คือ พุทธสถาปัตยกรรมอันวิจิตรตระการตาราวเทวานฤมิต ซึ่งเกิดขึ้นด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนในถิ่นถนนเยาวราช ประชาคมนักธุรกิจเขตสัมพันธวงศ์ และวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อให้เป็นสถานที่ประดิษฐาน “พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร” หรือ หลวงพ่อทองคำ  พระพุทธรูปล้ำค่าคู่บ้านคู่เมือง พระมหามณฑป วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ก่อสร้างแล้วเสร็จ เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 80 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ทำให้ประชาชนทั่วไปได้อิ่มตา อิ่มใจ และอิ่มบุญกันถ้วนหน้า เพื่อรังสรรค์พระมหามณฑปให้มีความงดงามยิ่งใหญ่ควรคู่กับการเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ และการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีมหามงคล การออกแบบพระมหามณฑปจึงเป็นไปอย่างพิถีพิถัน ด้วยการรวบรวมอัจฉริยศิลปินระดับชาติหลากหลายสาขามาร่วมกัน โดยมี น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมไทย) อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายออกแบบ สร้างสรรค์พุทธสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าหลังนี้ โดยยึดถือ 3 หลักปรัชญาในการออกแบบ คือ ความศักดิ์สิทธิ์และสง่างาม ด้วยโครงสร้างขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดความรู้สึกสง่างาม น่าเกรงขาม ขณะเดียวกันก็รักษาคุณค่าทางสถาปัตยกรรมไว้ครบถ้วนทั้งพุทธศิลป์ สถาปัตยศิลป์ และวิจิตรศิลป์ ความมั่นคงถาวร ด้วยมุ่งหวังให้เป็นภูมิสถาปัตยกรรมใหม่ของย่านเยาวราช และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าสืบไปชั่วลูกหลาน การออกแบบจึงคำนึงถึงอายุการใช้งานของวัสดุเป็นหลัก โครงสร้างของอาคารจึงเป็นคอนกรีต เสริมเหล็ก และคัดสรรวัสดุที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องความคงทนถาวร อาทิ หินอ่อน มาใช้ในการก่อสร้าง ความร่วมสมัย เน้นการออกแบบที่เรียบง่าย แต่สร้างสรรค์

“เครื่องถม” บรรพศิลป์แห่งแดน “ทักษิณ”

เครื่องถมเป็นงานประณีตศิลป์ชั้นสูงที่คนไทยรู้จักมาเป็นเวลาช้านาน และปรากฏในพงศาวดารว่าเครื่องถม นับเป็นหนึ่งในเครื่องราชูปโภคของไทย ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากชาวโปรตุเกส ซึ่งเป็นชนชาวยุโรปชาติแรกที่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยาให้เข้ามาทำการค้าและตั้งรกรากในราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ปี 2061 ใน 4 หัวเมืองสำคัญ ประกอบด้วย กรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และมะริด ชาวโปรตุเกสนั้นไม่ว่าไปอยู่ที่ใดก็จะนำเอาวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีของตนไปเผยแพร่ด้วย โดยเฉพาะที่เมืองนครศรีธรรมราชได้รับการสืบทอดวัฒนธรรมมาหลายอย่าง เช่น การจัดตลาดนัด การชนวัว ที่สำคัญคือการถ่ายทอดวิชาการทำเครื่องถม ทำให้เครื่องถมเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งต่อมา ได้โปรดเกล้าฯให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจัดหาช่างถมที่มีฝีมือดี เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยา ระหว่างปี 2199-2231 เพื่อจัดทำเครื่องราชบรรณาการสำหรับให้คณะราชทูตกรุงสยามนำไปถวายสมเด็จพระสันตะปาปา ณ กรุงวาติกัน และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส เครื่องราชบรรณาการที่ถวายสมเด็จพระสันตะปาปา เป็นกางเขนพร้อมราชสาส์นในหีบถมทอง บนพานถมทองส่วนเครื่องราชบรรณาการที่ถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 คือ หีบถมทองบรรจุม้วนพระราชสาส์น ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พบว่าเครื่องถมนครศรีธรรมราชได้รับความนิยมอย่างยิ่งในราชสำนัก เมื่อสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯให้ฟื้นฟูการทำเครื่องถม จนเครื่องถมรุ่งเรืองมาก และมีการกำหนดว่าเครื่องถมทองจะใช้สำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้น ส่วนขุนนางจะใช้ได้แต่เครื่องถมเงิน จวบจนสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เครื่องราชูปโภคทั้งหลายล้วนแต่เป็นเครื่องถม ได้แก่ พระแท่นที่เสด็จออกขุนนางและพระเสลี่ยง

ทองสีม่วง : นวัตกรรมของวงการเครื่องประดับทอง

หากเอ่ยถึงทองคำ หลายคนคงนึกถึงโลหะสีเหลืองทอง มีความวาว อ่อนนุ่ม ทนต่อความร้อนและการกัดกร่อนได้ดี จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ทั้งด้านทันตกรรม และอุตสาหกรรม เช่น การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจากนี้ ทองคำยังเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าเป็นโลหะที่มีค่าในตัวเอง จึงถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ตลอดจนนำไปใช้ในการผลิตเครื่องประดับซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทุกยุคทุกสมัยจวบจนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทราบหรือไม่ว่าอันที่จริงทองคำไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่สีเหลือง (Yellow Gold) เท่านั้น ยังมีสีขาว (White Gold) สีชมพู (Pink Gold) รวมถึงสีอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้า เขียว ดำ และม่วง เป็นต้น โดยสีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการผสมธาตุหรือโลหะอื่นลงไปในทองคำด้วยสัดส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดสีต่าง ๆ แล้ว ยังเปลี่ยนสมบัติทางกายภาพของทองคำให้มีความแข็งเพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ หากย้อนไปเมื่อราว 2-3 ปีที่ผ่านมา ทองคำประเภทหนึ่งที่มีการกล่าวถึงกันค่อนข้างมากคือ “ทองสีม่วง” (Purple Gold) ซึ่งเป็นนวัตกรรมและได้สร้างความแปลกใหม่ที่ช่วยแต่งแต้มสีสันให้แก่วงการเครื่องประดับทองได้เป็นอย่างดีในระยะหนึ่ง แต่เพราะเหตุใดกระแสทองสีม่วงจึงค่อย ๆ เลือนหายออกไปจากแวดวงเครื่องประดับไทย มาถึงจุดนี้หลายคนคงสงสัยว่า

TUTANKHAMUN ตุตันคาเมน กับโลงพระศพ และหน้ากากทองคำ ความเชื่อแห่งการเก็บรักษาพระศพด้วยทองคำ

‘ตุตันคาเมน’ ซึ่งเป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์ ครองราชย์ระหว่างปี 1336-1327 ก่อนคริสต์ศักราช ครั้งที่มีการขุดพบสุสานตุตันคาเมนแห่งนี้เกือบ 90 ปีก่อน ได้พบกรุสมบัติมากมายถึง 5 พันกว่ารายการ รวมถึงพบ ‘หน้ากากทองคำและโลงศพทองคำ’ จนทำให้กลายเป็นสุสานที่โด่งดังที่สุดในหุบเขากษัตริย์แห่งอียิปต์ ประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณ ‘ตุตันคาเมน’ เป็น ฟาโรห์ที่ไม่มีบทบาทมากนัก และสิ้นพระชนม์ตั้งแต่พระชนมายุ 18 พรรษา แต่สุสานของพระองค์โด่งดังไปทั่วโลก หลังได้เปิดเผยสู่ชาวโลกเป็นครั้งแรกเมื่อ 89 ปีก่อน พร้อมด้วย หน้ากากทองคำ โลงศพทองคำ และทรัพย์สินของมีค่าต่าง ๆ ถึง 5,230 รายการ นับว่าเป็นการค้นพบกรุสมบัติมากที่สุด ตั้งแต่มีการขุดพบหลุมศพของฟาโรห์เลยทีเดียว แม้ว่าตุตันคาเมนครองราชย์เพียง 9 ปี และไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นเท่าใดนัก แต่ยังมีทรัพย์สมบัติมากมายถึงเพียงนี้ หากเปรียบเทียบกับสุสานของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ในหุบเขากษัตริย์อีกหลายพระองค์ ที่สำคัญคือ การขุดพบครั้งนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้โลกได้เข้าใจถึงความรู้และสติปัญญาของคนอียิปต์เมื่อ 3 พันปีก่อนว่ามีความเจริญก้าวหน้าเพียงใด ฮเวิร์ด คาร์เตอร์ จิตรกรชาวอังกฤษที่กลายมาเป็น นักอียิปต์วิทยาผู้โด่งดัง ได้ใช้เวลาถึง 7 ปี กว่าจะค้นพบ โดยในช่วงสุดท้ายของการขุดค้น คาร์เตอร์

อิสริยยศทองคำ เกียรติยศแห่งบรรดาศักดิ์

เครื่องราชอิสริยยศหรือเครื่องยศ คือ เครื่องหมายแสดงเกียรติยศ เครื่องประกอบยศ และบำเหน็จความชอบที่พระมหากษัตริย์ไทย แต่ครั้งโบราณกาลมา สร้างขึ้นเพื่อ พระราชทานให้แก่ราชตระกูล ขุนนาง ข้าราชการ และบุคคลทั่วไป ที่มีตำแหน่งหน้าที่ ความชอบในแผ่นดินให้ปรากฏตามยศชั้น และฐานันดรศักดิ์ของผู้ได้รับพระราชทาน เครื่องยศ จึงสามารถบ่งบอกถึงความสำคัญของบุคคลนั้น ๆ ได้ ดังเช่น จดหมายเหตุของ นิโคลาส แซแว บันทึกไว้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาว่า เราจะรู้ความสำคัญของขุนนางได้ จากหีบหมากพระราชทาน จากรูปพรรณและเนื้อโลหะ ขอบหลอมพอก ฐานะของเรือพาหนะ ดาบที่คาด การมีผู้เชิญข้างหน้า และจากจำนวนทาสที่ติดตามหลัง เครื่องยศ จึงมักทำด้วยวัสดุที่สูงค่า เช่น ทองคำ และงดงามด้วยฝีมือช่างที่มีความประณีต วิจิตรบรรจง มีรูปลักษณ์และลวดลายแตกต่างกันตามลำดับชั้นยศ เครื่องยศที่คุ้นเคยกันดี จะเป็นเครื่องยศในหมวดเครื่องอุปโภค หรือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น พานหมากหีบหมาก คนโท เจียด กาน้ำ ขันน้ำ ที่ชา กระโถน เป็นต้น โดยการพระราชทานจะต่างกันในเรื่องของวัสดุที่ใช้ผลิตได้แก่ เครื่องอุปโภคทองคำลงยาราชาวดี จะพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และสามัญชนที่ดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยาจนถึงพระอัครมเหสี เครื่องอุปโภคทองคำลายสลัก

Thai Goldsmith Gallery หอเครื่องทองไทย เครื่องทองจากงานหัตถศิลป์

พื้นที่ 460 ตารางเมตร ภายในศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. คือ ที่ตั้งของ “หอเครื่องทองไทย (THAI GOLDSMITH GALLERY)” แหล่งเรียนรู้สำคัญเรื่องเครื่องทองลวดลายโบราณที่ผลิตด้วยฝีมือช่างทองผู้เชี่ยวชาญในงานหัตถศิลป์ชั้นสูง และเป็นสิ่งล้ำค่าหาดูได้ยากในปัจจุบัน นายกุญญพันธ์ แรงขำ (อดีต) ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. เปิดเผยว่า หอเครื่องทองไทย เป็นสถานที่สำหรับจัดแสดงงานหัตถศิลป์ของเครื่องทองลวดลายโบราณที่ทำจากทองคำแท้ทั้งหมด เครื่องทองเหล่านี้มีความแตกต่างจากทองรูปพรรณทั่วไป ที่มีความวิจิตรบรรจงละเอียดอ่อนของลวดลาย เพราะเป็นการผลิตงานหัตถศิลป์ ซึ่งแต่ละชิ้นต้องใช้เวลานานนับเดือน จึงทำให้มูลค่าสูงกว่าทองคำทั่วไปหลายเท่าตัว อีกทั้งปัจจุบันเครื่องทองที่เป็นงานหัตถศิลป์ เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาเยี่ยมชม จะได้รับความรู้ตั้งแต่เรื่องแหล่งวัตถุดิบ  กระทั่งกลายเป็นเครื่องทองจากช่างสกุลต่างๆ ซึ่งแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 5 ส่วน คือ ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับทอง แสดงต้นกำเนิดทองคำ ตั้งแต่เป็นสายแร่ที่มีขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าที่แทรกซึมในชั้นหินต่างๆ ก่อนจะแยกออกมาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หลอมออกมาเป็นก้อนทองคำซึ่งป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องทอง ถัดมาเป็น ส่วนประวัติช่างทองไทย จัดแสดงประวัติความเป็นมาของช่างทองสกุลต่างๆ ตลอดจนลวดลายและกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ หาดูยาก และเริ่มจะสูญหายไป เนื่องจากวิชาการทำเครื่องทองสมัยโบราณไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ถ่ายทอดกันเฉพาะเครือญาติหรืออาจารย์รับศิษย์เพียงไม่กี่คน ทำให้ปัจจุบันเหลือสกุลช่างทองอยู่เพียง 3 สกุล ที่สามารถนำมาจัดแสดงได้คือ สกุลช่างทองสุโขทัย สกุลช่างทองเมืองเพชร และสกุลช่างทองถมนคร สกุลช่างทองสุโขทัย

ช่างทองเมืองเพชรบุรีศิลปะแห่งนพคุณเมืองทักษิณ

ฝีมือการผลิตทองรูปพรรณของไทย ขึ้นชื่อว่ามีความงดงาม ซึ่งลวดลายต่าง ๆ ได้ถูกสืบทอดมาจากช่างทองสกุลต่าง ๆ ของไทย ถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนางานทองคำมาจวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งลวดลายแต่ละลาย นอกจากจะเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่งดงามวิจิตรบรรจงแล้ว ยังเป็นเอกลักษณ์ของช่างทองสกุลต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ในภูมิภาคนั้นได้อย่างชัดเจน โดยสกุลช่างทองของไทยมี 3 สกุลหลัก ประกอบด้วย สกุลช่างทองสุโขทัย สกุลช่างทองเมืองเพชร และสกุลช่างถมนคร ซึ่งเรื่องราวของแต่ละสกุล ก็จะมีจุดเด่นและความน่าสนใจที่ต่างกันไป ซึ่งจะทยอยนำมาเสนออย่างต่อเนื่อง สำหรับในฉบับนี้ขอนำเสนอ ช่างทองสกุลเพชรบุรี หรือช่างทองเมืองเพชร ผู้ผลิตทองรูปพรรณที่มีรูปทรงและลวดลายดัดแปลงมาจากธรรมชาติ และสิ่งของที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวในชีวิตประจำวัน เช่น ลูกสน เต่าร้าง ดอกพิกุล ดอกมะลิ ปลา เป็นต้น ซึ่งต้นกำเนิดสันนิษฐานว่า สืบทอดฝีมือมาจากช่างทองหลวง หนึ่งในสิบช่างสิบหมู่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่าง ๆ ทรงโปรดให้มีการก่อสร้างพระราชวังต่าง ๆ ขึ้นในจังหวัดเพชรบุรี นับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างพระราชวังพระนครคีรี(เขาวัง) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างพระราชวังรามราชนิเวศน์ และก่อสร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเหตุนี้ทำให้ช่างสิบหมู่ในพระราชสำนักได้มารวมตัวกันอยู่ที่เมืองเพชรบุรี และงานศิลปะชั้นสูงจากวังหลวง

พระมหาเจดีย์ทองคำ แห่งเมืองดากอง

ชเวดากอง คือ หนึ่งในพุทธสถานสำคัญที่ผู้คนมากมายใฝฝันอยากเดินทางไปนมัสการให้ได้สักครั้งหนึ่ง แสงสีทองมลังเมลืองจากแผ่นทองคำแท้ที่ฉาบทั่วองค์พระมหาเจดีย์ และประกายเพชรวิบวับจากยอดฉัตร คือ ความงดงามที่ยากลืมเลือน ว่ากันว่า ทองคำแท้ที่หุ้มพระเจดีย์ ซึ่งมีความสูงถึง 326 ฟุตนั้น มีน้ำหนักทองถึง 1,100 กิโลกรัม และฉัตรบนยอดสุดของพระเจดีย์ มีเพชรประดับอยู่ 5,448 เม็ด โดยเม็ดบนสุดมีขนาดใหญ่ถึง 76 กะรัต ประกอบด้วยทับทิมอีก 2,317 เม็ด ช่างชาวพม่าจะใช้วิธีตีทองคำแท้เป็นแผ่นๆ มาเรียงต่อกันปิดบนองค์พระมหาเจดีย์ สามารถมองเห็นรอยต่อแผ่นทองคำได้ หากแผ่นทองหมองลง ก็จะถอดหมุดแล้วแกะแผ่นทองออกมาขัดล้างปีละครั้งเป็นประเพณีสืบเนื่องตลอดมา พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า แม้จะมีตำนานเล่าว่า สร้างขึ้นกว่า 2,500 ปีมาแล้ว แต่หลักฐานทางโบราณคดีทำให้เชื่อว่าพระมหาเจดีย์นี้สร้างขึ้นระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 6 – 10 โดยชาวมอญ แต่ถูกทิ้งร้างจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 พระเจ้าพินยาอู จึงทรงสร้างองค์พระมหาเจดีย์ขึ้นใหม่ สูง 18 เมตร จากนั้นมีการบูรณะซ่อมแซมเรื่อยมา จนมีความสูง 98 เมตร ในคริสต์ศตวรรษที่ 15

El Dorado นครทองคำ ที่นักล่าสมบัติยังคงถวิลหา…

 “เอลโดราโด” (El Dorado) หรือหมายถึง “นครทองคำ” เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง ในฐานะเมืองแห่งทองคำที่พวกนักล่าทองคำต่างใฝ่ฝันถึง และมีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวไปพูดถึง แต่ยังไม่มีใครได้เคยสัมผัสกับของจริงสักครั้งว่ามันยิ่งใหญ่เพียงไร เพราะว่ากันว่าทุกอย่างในเมืองนี้ล้วนแต่เป็นทองคำ แต่ประเด็นสำคัญก็คือ เมืองนี้มันมีจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าเท่านั้น สำหรับชื่อเอลโดราโดนั้น เซบาสเตีย เดอ เบลาลกาซาร์ บุรุษผู้สามารถพิชิตชนอินคาแห่งอเมริกาใต้ เป็นผู้ก่อตั้งเมืองควิโต้ ที่ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ และเป็นบุคคลที่ตามหานครแห่งนี้ ได้เรียกว่า El Dorado แต่ความจริงแล้วต้นตอของเอลโดราโด เกิดมาจาก ฟรังซิสโก ปิซาร์โร ซึ่งเป็นคนนำกลุ่มนักสำรวจดินแดนชาวสเปน เดินทางจากปานามาเพื่อสำรวจดินแดนทางใต้ และค้นพบจักรวรรดิอินคาในปี ค.ศ.1526 ก่อนที่พวกเขาเห็นโอกาสที่จะได้ค้นพบมหาสมบัติในดินแดนแห่งนี้ จึงกลับมาสำรวจอีกครั้งในปี ค.ศ.1529 และเดินทางกลับไปสเปนเพื่อขอพระราชานุญาตและกำลังสนับสนุนเพื่อยึดครองดินแดนอินคา เมื่อพวกเขากลับมายังเปรู ในปี ค.ศ.1532 บ้านเมืองอินคากำลังวุ่นวายและอ่อนแอ เนื่องจากสงครามแย่งชิงบัลลังก์ระหว่าง อวสการ์ กับ อาตา อวลปา เพิ่งจบลง และเกิดโรคฝีดาษที่แพร่ระบาดมาจากอเมริกากลาง นับเป็นโชคร้ายของชาวอินคาที่มีข้าศึกบุกมาในช่วงเวลานี้ ทั้งนี้ ปีซาร์โรมีกองกำลังทหารเหนือกว่าชาวพื้นเมืองมาก กองทัพสเปนปะทะกับพวกอินคาที่เมืองกาคามาร์กา ในวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ.1532 และสามารถจับตัวอาตาอวลปาไว้เป็นตัวประกันอาตาอวลปาเห็นว่าชาวสเปนสนใจทองคำและเงินมาก จึงเสนอค่าไถ่เป็นทองปริมาณมากพอที่จะเติมห้องขนาดกว้าง 4.8 เมตร ยาว 6.2 เมตรให้สูงถึง 2.5 เมตร

พระพุทธรูปทองคำ วัดเสถียรวัฒนดิษฐ์ อีกหนึ่งวัตถุล้ำค่าของ จ.สิงห์บุรี

บทความนี้จะพาทุกท่านเที่ยวชม และสักการะพระพุทธรูปทองคำอีกหนึ่งองค์ ที่ตั้งอยู่ในวัดเสถียรวัฒนดิษฐ์ใน ต.บางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ซึ่งวัดแห่งนี้มีความเก่าแก่มาก เดิมมีชื่อว่า “วัดท่ากระบือ” หรือ “วัดท่าควาย” ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากแม่น้ำลพบุรี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี      พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย หล่อขึ้นด้วยวัสดุโลหะสัมฤทธิ์ผสมทองคำ มีความสวยงามอ่อนช้อย พระพักตร์อิ่มเอิบ ดังคำอุปมาอุปมัยถึงพระศิลปะสุโขทัยรุ่นนี้ว่า “หน้านางคางหยิก” ซึ่งบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา และความมั่นคงความเจริญพูนสุขของไพร่ฟ้าประชาชนในอาณาจักรสุโขทัย      ก่อนที่พระพุทธรูปสุโขทัยองค์นี้จะมาอยู่ที่กุฏิของพระครูไพศาลวัฒนาธร เจ้าอาวาสวัดเสถียรวัฒนดิษฐ์องค์ปัจจุบัน มีประวัติว่าแต่แรกพระพุทธรูปองค์นี้ห่อหุ้มด้วยปูน ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในวิหารร้างกลางป่าช้าด้านหลังวัด (ทิศตะวันตก) มากว่า 100 ปีแล้ว ตรงกับสมัยหลวงพ่อเชย เกจิอาจารย์รุ่นเดียวกับหลวงปู่สุขแห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ซึ่งสมัยนั้นท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ที่ท่านได้ใช้บริเวณดังกล่าว เป็นสถานที่ปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ เนื่องจากเป็นสถานที่สงบและไม่มีคนรบกวน      ต่อมาในช่วงที่หลวงพ่ออ่อน ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส หลังจากหลวงพ่อเชยมรณภาพไป ได้มีการบูรณะส่วนต่างๆ ของ วัดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระอุโบสถได้สร้างขึ้นมาใหม่แทนของเดิม ซึ่งชำรุดทรุดโทรมมาก โดยสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2491 จากนั้นชาวบ้านได้ร่วมแรงกันย้ายพระพุทธรูปองค์นี้ออกจากวิหารร้างจนเป็นเหตุให้เกิดรอยร้าวของปูนและเห็นเนื้อแท้
PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com