แหล่งแร่ทองคำแห่ง “ดินแดนสุวรรณภูมิ” ประเทศไทย หรือที่รู้จักมักคุ้นกันดีในชื่อ “สุวรรณภูมิ” ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “ดินแดนทอง” แล้วมีผู้ถอดเป็นภาษาไทยในภายหลังว่า “แหลมทอง” โดยที่มาของชื่อนี้ อาจจะมีสาเหตุมาจากหลักฐานทางโบราณวัตถุเครื่องทองต่างๆ รวมถึงพงศาวดาร และจดหมายเหตุที่บันทึกประวัติศาสตร์เอาไว้ อีกทั้ง ยังมีปรากฏหลักฐานว่า มีชาวบ้านชาวไทยในอดีต ส่วนหนึ่งเลี้ยงชีพด้วยการร่อนเสาะหาแร่ทองคำจากบางแหล่ง เช่น บ้านบ่อทอง ในจังหวัดชลบุรี หรือแหล่งแร่ทองบางสะพาน ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อใช้ความรู้ทางธรณีวิทยา ทำให้รู้ถึงสภาพการสะสมตัวของแร่ทองคำในอีกหลายแห่ง ซึ่งกระจายตัวในเกือบทุกภาคของประเทศไทย โดยการเกิดแหล่งแร่ทองคำสามารถแบ่งออกตามลักษณะการเกิดได้ 2 แบบ คือ 1.แบบปฐมภูมิ แบบปฐมภูมิ คือ แหล่งแร่ที่เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยา มีการผสมทางธรรมชาติจากน้ำแร่ร้อน ผสมผสานกับสารละลายพวกซิลิก้า ทำให้เกิดการสะสมตัวของแร่ทองคำในหินต่าง ๆ เช่น หินอัคนี หินชั้น และหินแปร พบการฝังตัวของแร่ทองคำในหิน หรือสายแร่ที่แทรกอยู่ในหิน ซึ่งส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มีส่วนน้อยที่จะมีขนาดโตพอที่จะเห็นได้ชัดเจน แหล่งแร่ทองคำแบบนี้จะมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์ ก็ต่อเมื่อมีทองคำมากกว่า 3 กรัมในเนื้อหินหนัก 1 ตัน หรือมีทองคำหนัก 1 บาท
Category Archives: บทความน่าสนใจ
มะโปเน็ง (Mponeng) เป็นเหมืองทองคำในจังหวัดกัวเต็ง (Gauteng) ของแอฟริกาใต้ ที่รู้จักกันในชื่อ Western Deep Levels #1 Shaft โดยเริ่มการขุดค้นทองคำในปี 1981 และเริ่มหลอมทองในปี 1986 เหมืองตั้งอยู่ใกล้เมืองคาร์ลตันวิลล์ ห่างจากโจฮันเนสเบิร์ก ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 90 กิโลเมตร โดยมีความยาวลงไปใต้ผิวน้ำมากกว่า 4 กิโลเมตร (2.5 ไมล์) เทียบเท่ากับตึก Empire State 10 ตึก วางทับกัน และถือว่าเป็นหนึ่งในเหมืองทองคำที่สำคัญที่สุดในโลก ปัจจุบันยังเป็นเหมืองที่ลึกที่สุดในโลก อีกด้วย ซึ่งการเดินทางจากทางเข้าเหมือง ไปยังก้นเหมือง จะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง ด้วยความลึก 3.16 กิโลเมตร ถึง 3.84 กิโลเมตรนี่เอง ทำให้จำเป็นต้องมีระบบระบายอากาศในเหมือง เพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการทำงานของคนงานและเครื่องจักรในเหมือง Guinness World Records ได้มีการบันทึกไว้ว่า ในปี 2012 เหมืองแห่งนี้
สำรวจปริมาณการผลิตของเหมืองทองคำทั่วโลก!จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทองคำยังคงเป็นที่นิยมของทั้งประชาชนทั่วไป ผู้ที่สนใจ และนักลงทุน เป็นสัญลักษณ์ของความงาม ความมั่งคั่ง เป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิด และเป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ เพราะความต้องการที่สูงขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่ จึงไม่แปลกเลย ที่จะเกิดความกลัวว่าทองคำจะหมดโลกไป โดยข้อมูลจากปี 2022 ของสำนักสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา พบว่าปริมาณการผลิตของเหมืองทองทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 3,100 ตัน ทองคำจะหมดโลกจริงหรือ?!สำหรับคำถามที่ว่า “ทองคำจะหมดโลกหรือไม่? เหมืองทองยังขุดได้อีกกี่ตัน” นั้น คงต้องตอบว่า มีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากประการแรก สินแร่ทองคำไม่ได้อยู่ในสถานะขาดแคลนเหมือนน้ำมันปิโตรเลียม สถาบันอุตุนิยมวิทยาของสหรัฐฯ ประเมินว่ายังคงมีทองคำอยู่ในผืนดินมากกว่า 52,000 ตันรอการขุดค้น นอกจากนี้ ทองคำประมาณ 170,000 ตัน ที่ประเมินกันว่ามีอยู่ในโลก ก็เป็นเพียงตัวเลขอย่างคร่าวๆ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ยังมีทองอีกจำนวนมากที่อยู่ในตลาดมืด ผ่านกระบวนการผลิตจากเหมืองเถื่อน ที่สำคัญที่สุด จีนซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ของโลก ไม่เคยเปิดเผยปริมาณทองที่ขุดได้ในแต่ละปีอย่างชัดเจน หากนำทองในตลาดไม่เป็นทางการมารวมด้วย น่าจะมีทองคำในโลกนี้มากกว่า 2 ล้าน 5 แสนตัน เหตุผลประการสุดท้าย ที่สำคัญที่สุด คือทองคำเป็นวัตถุดิบที่มีค่า จนไม่เคยถูกทิ้งขว้าง และถูกนำกลับมารีไซเคิล หลอมรวมขึ้นรูปใหม่อยู่เสมอๆ นับตั้งแต่มีการทำเหมืองทองครั้งแรกเมื่อกว่า
ทองคำ คือแร่ธาตุธรรมชาติมูลค่าสูง ที่สามารถทำประโยชน์ได้มากมายหลายด้าน ทั้งด้านหัตถกรรม ด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ ด้านอิเล็กทรอนิกส์ และในด้านเศรษฐกิจ ที่เห็นได้ง่ายสุดคือถูกนำมาใช้ทำเครื่องประดับ นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหารและยา รวมถึงในเครื่องสำอางอีกด้วย จากข้อมูลของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การนำทองคำผสมในเครื่องสำอางต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าโดยอ้างสรรพคุณลบเลือนริ้วรอย ถึงแม้ว่า ปัจจุบันวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้มีการค้นพบว่าทองคำสามารถต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และ รักษาการอักเสบ (antiinflammatory) ของโรคเก๊าได้ดี ทำให้เกิดแนวคิดที่ว่า หากนำทองคำมาใช้ในการต้านอนุมูลอิสระที่ผิวหนังน่าจะได้ผลดีเช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ ยังไม่มีงานวิจัยใดรองรับแนวคิดนี้ และถึงแม้ว่าทองคำบริสุทธิ์จะไม่ได้เป็นพิษต่อร่างกาย แต่สำหรับบางคนอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ และหากถูกสังเคราะห์ให้อนุภาคมีขนาดเล็กลง หรืออยู่ในรูปของเกลือและรับเข้าสู่ร่างกาย ก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะภายในและยับยั้งการสร้างเม็ดเลือดได้อีกด้วย จากคำถามที่ว่า “ทองคำในเครื่องสำอาง ช่วยเสริมความงามได้จริงหรือไม่ ” นั้น ปัจจุบันยังไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัด ดังนั้น จึงควรคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วน ถึงความคุ้มค่าของเม็ดเงินที่ต้องเสียไปกับผลิตภัณฑ์ราคาแพง ที่สรรพคุณอาจไม่ได้ต่างไปจากครีมบำรุงทั่วไปมากนัก ไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาเกินจริง ที่ขาดแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน แหล่งอ้างอิง กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา : https://dis.fda.moph.go.th/detail-infoGraphic?id=1619 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ : https://sciplanet.org/content/8860
1.ศูนย์ AOC 1441 แก้ปัญหาหลอกลวงออนไลน์ แบบ One Stop Service สำหรับประชาชน มีขั้นตอนดำเนินการดังนี้ 1.1 โทร 1441 เพื่ออายัดเงินในบัญชีของคนร้ายที่คุณโอนเงินไปทันที บางช่วงเวลาอาจจะโทรแล้วรอสายนานเพราะคนแจ้งมีจำนวนมาก ท่านต้องพยายามโทรจนกว่าจะติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ ท่านจะได้รับการบริการ และคำแนะนำที่ดีแน่นอน 1.2 ท่านจะได้รับเลข Case ID ไว้สำหรับไปแจ้งที่ระบบ Thaipoliceonline.com เพื่อนัดหมายเข้าไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีที่ท่านสะดวกไปพบ 1.3 พบเจ้าหน้าที่ตำรวจตามวันนัดหมายที่แจ้งไว้ ยืนยันให้ดำเนินการกับเจ้าของบัญชีให้ถึงที่สุด เพื่อให้ตำรวจออกหมายเรียกเจ้าของบัญชีมาพบ ถ้าไม่มาก็ออกหมายจับต่อไป 1.4 เจ้าของบัญชีจะพยายามติดต่อขอคืนเงินให้ท่าน เผื่อผ่อนหนักเป็นเบา ตรงนี้ขึ้นอยู่กับท่านแล้วว่าจะเรียกร้องอะไรจากเจ้าของบัญชีบ้าง จะยอมถอนแจ้งความหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่านว่าสะดวกแบบใด ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส ซึ่งมีตั้งแต่มูลค่าหลักพัน ไปจนถึงหลักล้าน ถ้าตามให้ถึงที่สุดมีโอกาสได้เงินคืนแน่นอน 2. ETDA (Electronic Transactions Development Agency) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สังกัดกระทรงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ติดต่อสายด่วน ETDA โทร. 1212 ได้ทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ผิดกฎหมาย
เหรียญทองคำปรากฏขึ้นแทบจะในทุกวัฒนธรรมโบราณของโลก ด้วยเหตุของการเป็น “ต้นทุน” สำหรับการเก็บสะสมของผู้มั่งคั่ง และมีหลักฐานความนิยมในหมู่ประชาชนของแต่ละวัฒนธรรมว่า เหรียญทองคำคือ สินทรัพย์ที่เก็บสะสมเพื่อความมั่นคงในชีวิต เช่น การตั้งใจกลบฝังเหรียญทองไว้ เพื่อจะกลับมาขุดไปในภายหน้า แม้แต่ในคาบสมุทรมลายู ตลอดวัฒนธรรมโบราณภาคพื้นทวีปของแผ่นดินสุวรรณภูมิบ้านเรา ก็มีหลักฐานการผลิตเหรียญทองขึ้นมาใช้ตั้งแต่ยุคโบราณ กระทั่งในยุคปัจจุบันนี้ ก็ยังมีการจัดทำเหรียญที่ระลึกในวาระสำคัญจากทองคำโดยกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ที่ใช้เป็นทั้ง “ของสะสม” และ “สินทรัพย์” อีกด้วย วันนี้จะมาเล่าเรื่องเหรียญทองคำให้ได้ทราบกัน จะได้มีข้อมูลเกี่ยวกับทองคำที่เป็น “สินทรัพย์เพื่อความมั่นคง” โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตแบบนี้ ซึ่งในสมัยนั้นถ้าเปรียบให้เข้าใจได้ง่ายก็คือ จัดอยู่ในทองคำประเภท “ทองคำแท่ง” และการสะสมทองคำแท่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะคนสมัยนั้นมีความนิยมเก็บ “เหรียญทองคำ” ไว้เพื่อเป็นต้นทุน ก่อนที่เหรียญทองคำจะพัฒนากลายเป็นความนิยมเก็บสะสมทองคำแท่งในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในอียิปต์โบราณที่มีข้าวของเครื่องใช้ที่ทำจากทองคำปรากฏขึ้นตั้งแต่ 4,000 ปีก่อนศริสตกาล ตามมาด้วยการค้นพบที่ประเทศมาซิโดเนีย อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน เรื่อยมาจนมาถึงยุคตื่นทองหลังค้นพบทวีปอเมริกา ทองคำยังอยู่ในสถานะเงินตราที่มีค่าสูงสุด และเป็นโลหะชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในทุกวัฒนธรรมโบราณ ยิ่งถ้าพูดถึงกระแสวัฒนธรรมตะวันตกแล้ว จะไม่พูดถึงชาวโรมันคงไม่ได้ เพราะโรมันคือรากฐานทางวัฒนธรรมตะวันตกในยุคต่อๆ มา และแน่นอนในวัฒนธรรมโรมันก็มีการนำทองมาใช้ประโยชน์ทั้งในแง่ของเครื่องประดับตกแต่ง เครื่องประกอบพิธีกรรม แต่วัตถุทองคำที่แพร่หลายมากที่สุด เข้าถึงคนทุกชนชั้นได้ง่ายที่สุดก็คือ “เหรียญทองคำโรมันโบราณ” ซึ่งเหรียญทองคำโรมันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวัฒนธรรมโรมันเท่านั้น แต่ปรากฏหลักฐานเหรียญทองคำโรมันโบราณไปทั่วทุกพื้นที่แทบจะทุกวัฒนธรรมโบราณ และหลักฐานที่ชัดที่สุดว่าชาวโรมันมีการเก็บสะสมเหรียญทองคำไว้เป็นสินทรัพย์เพื่อความมั่นคงก็คือ ในปี
การเคลื่อนทัพของรัสเซียเข้าโจมตีประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นการระดมกำลังทางทหารในยุโรป ที่ใหญ่ที่สุดหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและระบบการเงินของโลกในวงกว้าง ทำให้ราคาน้ำมันก๊าซธรรมชาติและราคาสินค้าพื้นฐานต่างๆ เช่น เหล็ก ข้าวสาลี ฯลฯ ดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่ารวมถึงราคาทองคำเช่นกันที่กระโดดไป เหนือ 2,000 เหรียญต่อทรอยออนซ์อีกครั้ง (หลังจากที่เคยทำราคา สูงสุดมาแล้วในช่วงเกิดไวรัสโควิด-19 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2563 ที่ราคาสูงสุด 2,074 เหรียญต่อทรอยออนซ์) และทำให้ราคาทองคำแท่งในไทยพุ่งไปสู่จุดสูงสุดที่ 32,100 บาทต่อบาททองคำ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2565 จนถึงปัจจุบันนี้ สถานการณ์ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลงอย่างไร เมืองหลวงของยูเครนกำลังโดนรัสเซียถล่มอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเจรจาทางการทูตก็ดำเนินต่อไป ดังนั้น เรามาลองย้อนกลับไปดูกันว่า สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนนั้น แท้จริงแล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร เริ่มจากสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตที่เรียกกันสั้นๆว่า สหภาพโซเวียต เคยเป็นประเทศขนาดใหญ่ ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2465 หลังจากการโค่นล้มการปกครองระบอบจักรวรรดิรัสเซียของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ของราชวงศ์โรมานอฟ ให้สละราชสมบัติ และก็มีการตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อบริหารประเทศ
แม้ว่าคนไทยกับทองคำจะมีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น แต่คงไม่ใช่ทองคำทุกประเภทจะได้รับความนิยมจากคนไทย ทั้งนี้ ตลาดหลักยังคงเป็นทอง 96.5% เนื่องจากมีสีสันสดใส เหลืองอร่าม มีความแข็งแรง ขณะที่ทอง 99.99 แม้ว่าจะเป็นที่ยอมรับในสากล และสามารถทำชิ้นงานได้อย่างสวยงามประณีต แต่เนื่องจากเป็นเนื้อทองบริสุทธิ์ จึงมีความอ่อนนุ่ม ซึ่งได้รับความนิยมอยู่เพียงคนไทยบางกลุ่ม และนิยมใช้ในการลงทุน ส่วนทองเคนั้น แม้ว่าจะมีความสวยงาม และมีความแข็งแรง แต่ก็จะมีราคาสูง และเมื่อนำไปขายต่อจะได้ราคาไม่ดีนัก จึงทำให้ทองเคได้รับความนิยมเฉพาะผู้บริโภคที่มีความชื่นชอบในสไตล์ และสีสันของทองเค ซึ่งมีอยู่หลากหลายตามโลหะอื่นๆ ที่ผสมลงไป นอกจากนั้น ทองเคยังถูกนำไปทำเป็นตัวเรือนเครื่องประดับจิวเวลรี่หรือเครื่องประดับอื่นๆ อาทิ สายนาฬิกา ตัวเรือนนาฬิกา คุณโชคชัย อัศวกาญจนกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิชทิคโกลด์ จำกัด หรือที่รู้จักกันในวงการช่างทอง นามว่า “เฮียเส็ง” หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตทองเคในประเทศไทย กล่าวว่า เดิมทีมิชทิคโกลด์ ผลิตทอง 96.5 มาตลอด ต่อมาจึงอยากทำจิวเวลรี่ โดยเริ่มจากการทำทองคำสีดำ ซึ่งเป็น 18 เค เกิดจากออกซิไดซ์ โดยจะเป็นลักษณะสนิมทองที่เป็นสีดำใส่แล้วไม่ลอก ต่อมาพัฒนาทำเป็นเลเยอร์เพื่อใม่ให้สีดำอยู่ภายนอก ซึ่งยังไม่มีใครทำในเมืองไทย ชิ้นงานที่ผลิตออกมาได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศ โดยทำงานออกมา 3 คอลเลคชั่น
ที่ผ่านมาเคยพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชมการค้าทองคำที่ประเทศกัมพูชามาแล้ว ซึ่งจะมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันออกไป มาในครั้งนี้จะพาไปดูการค้าทองคำในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือที่คนไทยมักจะเรียกกันสั้นๆ ว่าประเทศลาว ในครั้งนี้ กองบรรณาธิการได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณพูวง พามิสิด (Mr. Phouvong Phamisith) ประธานสมาคมทองเครื่องประดับและอัญมณีลาว และยังเป็นประธานร้านขายคำพูวง และประธานบริหารสวนพฤกษา มาให้ข้อมูลในด้านต่างๆ เกี่ยวกับการค้าทองคำในประเทศลาว คุณพูวงฯ กล่าวว่า ประเทศลาวได้ค้าขายทองคำมาเป็น 100 ปีแล้ว แต่เริ่มมาจัดตั้งเป็นสมาคมเมื่อปี พ.ศ. 2550 เริ่มแรกมีสมาชิก 20-30 ร้านค้า แต่ตอนนี้มีสมาชิกเพิ่มเป็น 100 กว่าร้านค้า ถือว่ามีการเติบโตพอสมควร โดยแหล่งค้าทองหลักๆ ของประเทศลาวอยู่ที่เวียงจันทน์ จำปาศักดิ์ สะวันเขต หลวงพระบาง และแขวงใหญ่ๆ รวมแล้ว 600 ร้านค้า ส่วนที่อื่นๆก็จะเป็นร้านเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็มีทุกแขวง ในช่วงที่ยังไม่มีการตั้งเป็นสมาคม การค้าทองในประเทศลาวก็จะเป็นลักษณะต่างคนต่างขาย จนกระทั่งตนได้มาร่วมงานแสดงสินค้าอัญมณีที่เมืองไทยหลายครั้ง ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านต่างๆ และได้เห็นว่าเมืองไทยมีสมาคมค้าทองคำ ประเทศอื่นๆ ก็มีสมาคม ก็เลยมาจัดตั้งเป็นสมาคมในประเทศลาวบ้าง จากนั้นได้มีผู้ประกอบการหลายรายเข้ามาเป็นสมาชิกโดยส่วนใหญ่จะเป็นร้านใหญ่ๆ แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการหลายรายที่ยังไม่ได้เข้ามาเป็นสมาชิก คุณพูวงฯ ได้กล่าวถึงบทบาทและหน้าที่ของสมาคมฯ ในประเทศลาว
ในครั้งนี้เราจะพาไปเยี่ยมชมการค้าทองคำในประเทศเพื่อนบ้านคือ ประเทศกัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยพาไปชมบรรยากาศการค้าทองที่ สปป.ลาวมาแล้ว โดยครั้งนี้ทางกองบรรณาธิการได้รู้จักกับทางผู้ประกอบการร้านค้าทองในประเทศกัมพูชาผ่านทางโซเชียลมีเดีย สำหรับร้านทองที่จะพาไปให้ทุกคนรู้จักคือ ร้าน EUNG HOUT Chheng ตั้งอยู่ในตลาดปลา ใน ม.ปอยเปต จ.บันเทียเมียนจัย ประเทศกัมพูชา โดยทางคุณ OENG HUOTCHHENG ซึ่งเป็นเจ้าของร้านดังกล่าวได้เล่าให้ฟังว่า การค้าทองที่กัมพูชาอาจจะไม่ได้กำหนดมาตรฐานเปอร์เซ็นต์ทองเหมือนในเมืองไทย ที่จะใช้ทองคำเปอร์เซ็นต์เดียวกันหมดคือ 96.5 โดยร้านค้าต่างๆ ของที่ ปอยเปต ก็จะขายทองคำในเปอร์เซ็นต์ที่ไม่เท่ากัน จะมีทั้งทอง 99.99 ทองเค 70 – 50 – 30 และการกำหนดราคาของแต่ละร้านก็จะไม่เท่ากัน ทำให้ราคาซื้อ-ขาย ขึ้นอยู่กับพอความพอใจของทั้ง 2 ฝ่าย คุณ OENG HUOTCHHENG เล่าต่อไปว่า ทองคำที่วางขายในร้านของตนส่วนใหญ่จะเป็นทอง 99.99 โดยจะคิดราคาสลึงละ 7,050 บาท ขณะที่ลวดลาย ก็จะมีทั้งที่เป็นแบบรุ่นใหม่ และแบบโบราณ เพื่อให้ลูกค้าได้เลือก โดยทองที่นำมาขายก็จะผลิตในกัมพูชา เพราะค่าแรงจะถูกกว่าฝั่งไทย และฝั่งไทยจะเป็นทอง 96.5 แต่ที่ปอยเปตยอดขายทองเคจะดีกว่า เพราะราคาถูกเส้นละประมาณ








