เรื่องของการทำความเข้าใจ และการปฎิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ยังคงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการร้านค้าทองคำหลายรายกำลังประสบปัญหาอยู่ แม้ว่าที่ผ่านมา ทั้งทาง ปปง. และสมาคมค้าทองคำ จะพยายามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในรูปแบบต่างๆ ทั้งการจัดสัมมนาหรือการให้ข้อมูลผ่านทางช่องทางการสื่อสารของสมาคมฯ ไปแล้ว แต่ผู้ประกอบค้าทองคำก็ยังมีข้อสงสัยในแนวทางปฎิบัติ และกังวลว่าหากทำไม่ถูกต้องอาจจะเกิดปัญหาตามมาในอนาคต ขณะที่ ปปง. ก็เตรียมที่จะลงพื้นที่สุ่มตรวจการปฎิบัติงานของร้านค้าทองคำ ว่าทำได้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ทำให้คณะกรรมการของสมาคมค้าทองคำได้เข้าหารือกับทางผู้บริหารของ ปปง. เพื่อหาแนวทางทำงานร่วมกันในการให้ความรู้ และแนวทางปฎิบัติที่ถูกต้องกับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ คุณเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการธุรกิจค้าทองคำเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม พรบ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และฉบับที่แก้ไขจนถึงปัจจุบัน และ พรบ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559 ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับต้องใช้ปฏิบัติควบคู่กันไป เพื่อตัดวงจรอาชญากรรม และดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดทั้ง 28 มูลฐานความผิด ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ เช่น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เป็นต้น ทั้งนี้ ในการตัดวงจรอาชญากรรมนั้น จะต้องใช้มาตรการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด ที่ผู้กระทำความผิดนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดไปทำการฟอกเงิน ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่เหล่าอาชญากรนิยมนำเงินที่ได้จากการทำความผิดมาแปรสภาพ เพราะเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง
Category Archives: บทความน่าสนใจ
ในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้มอง “ทองคำ” เป็นเพียงในฐานะสินทรัพย์เพื่อการออม แต่ยังมองว่าเป็น “สิ่งสะท้อนตัวตนและคุณค่าทางอารมณ์” การสร้างแบรนด์ของร้านทองจึงต้องขยับจากการขาย “เปอร์เซ็นและน้ำหนักทอง” ไปสู่การขาย “คุณค่าและความหมาย” ของทองคำ แม้ว่าธุรกิจร้านทองในประเทศไทยจะมีลักษณะแตกต่างจากธุรกิจ high jewelry อย่าง Van Cleef & Arpels (VCA) ในด้านจุดประสงค์หลัก แต่แนวทางการสร้างแบรนด์ของ VCA ยังเป็นต้นแบบที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความแตกต่างและความผูกพันกับลูกค้าร้านทองได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์เชิงลึก เปรียบเทียบ DNA ของ VCA กับบริบทของร้านทองไทย พร้อมเสนอแนวทางประยุกต์ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทองคำไทย ซึ่งมีรากฐานเฉพาะตัวจากประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเทคนิคของช่างทองไทย Van Cleef & Arpels – “Poetry of Time and Nature” แบรนด์แห่งความรัก Van Cleef & Arpels เกิดขึ้นจากการแต่งงานกันระหว่าง Estelle Arpels และ Alfred Van Cleef
จากบทความการเติบโตของตลาดเครื่องประดับแท้ในโลกที่เปลี่ยนไปของ คุณวาสนา สมเนตร์ ที่เผยแพร่ใน GIT Jewelry Journal ฉบับที่ 2/2025 ได้ระบุถึงภาพรวมความนิยมและเทรนด์ทองคำในตลาดโลก โดยชี้ว่า EIN Presswire คาดการณ์ในปี 2025 ว่าตลาดเครื่องประดับทั่วโลกจะมีรายได้สูงถึง 370,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.02% ระหว่างปี 2025-2029 โดยที่เครื่องประดับทอง ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด ในบทความดังกล่าว ยังระบุว่า เครื่องประดับทองไม่ได้มีเพียงแค่มูลค่าทางเศรษฐกิจและการลงทุน เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของ ตัวตน รสนิยม และเสน่ห์ทางศิลปะ โดยประเภทที่ได้รับความนิยมในตลาด ได้แก่ เครื่องประดับทองคำ 24K, 22K, 18K และ 14K ภาพรวมมูลค่าตลาด จากรายงานของ Research and Markets ได้ประมาณการตลาดเครื่องประดับทองของโลก เติบโตจาก 244,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 มาเป็น 256,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี
สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2568 โดยระบุว่า ประเทศไทยมีความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนสูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2562 ขณะเดียวกัน ความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (รวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Over-the-Counter: OTC) อยู่ที่ 1,313 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.46 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับความต้องการรายไตรมาสที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ การเติบโตที่สูงของความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกจากทุกภาคส่วน เกิดจากความต้องการด้านการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 3 แตะระดับ 537 ตัน โดยเพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคิดเป็น 55% ของความต้องการทองคำสุทธิทั้งหมด อัตราการเติบโตในอุปสงค์ทองคำได้รับแรงส่งจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความผันผวน การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และปรากฏการณ์ “FOMO” หรือความกลัวที่จะพลาดโอกาส ของนักลงทุนในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “แนวโน้มตลาดทองคำในประเทศไทย ยังคงเป็นบวก
1. ทองคำแท่ง (Gold Bar/Bullion) “ทองคำแท่ง” หมายถึง ทองคำที่ผลิตขึ้นในลักษณะเป็นแท่งหรือแผ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนและการออมเป็นหลัก มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการสวมใส่หรือตกแต่งร่างกายโดยตรง ลักษณะสำคัญของทองคำแท่ง ได้แก่ ในประเทศไทย: มีการผลิตตั้งแต่ขนาดเล็ก เช่น 0.1 กรัม, 0.5 กรัม, 1.0 กรัม, ครึ่งสลึง, 1 สลึง, 2 สลึง, 1 บาท, 2 บาท รวมไปถึงขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 5 บาท, 10 บาท, 20 บาท และ 50 บาททองคำ เป็นต้น (โดยทองคำแท่ง 1 บาท มีน้ำหนักเท่ากับ 15.244 กรัม) ในต่างประเทศ: นิยมผลิตและซื้อขายตามมาตรฐานสากล เช่น 1 ออนซ์ (oz), 10 ออนซ์, 100
ในช่วงที่ผ่านมา มีการตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องว่า การส่งออกทองคำเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและการศึกษาทางวิชาการ พบว่าผลกระทบของการส่งออกทองคำต่อค่าเงินบาทมีอยู่อย่างจำกัด และไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนทิศทางของเงินบาท ไทยยังคงเป็นผู้นำเข้าทองคำสุทธิ ข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนกรกฎาคม 2025 ไทยส่งออกทองคำรวม 78,075 กิโลกรัม หรือ 78.075 ตัน เพิ่มขึ้น 31.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ในขณะเดียวกัน การนำเข้าทองคำสูงถึง 187,848 กิโลกรัม หรือ 187.848 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 82.53% ส่งผลให้ไทยยังคงเป็นผู้นำเข้าทองคำสุทธิเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน หลังจากเคยส่งออกสุทธิในช่วงปี 2019–2020 อันเป็นช่วงวิกฤตโควิด-19 ในแง่มูลค่า การส่งออกทองคำในช่วง ม.ค.–ก.ค. 2025 อยู่ที่ 254,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 68.45% แต่การนำเข้ามีมูลค่า 390,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 46.51% เช่นกัน นั่นหมายความว่า ไทยต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้นเพื่อซื้อทอง ส่งผลกดดันดุลการค้าและสร้างแรงอ่อนค่าต่อเงินบาทมากกว่าที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่า การส่งออกทองคำมีสัดส่วนเล็กในโครงสร้างการค้าของไทย แม้ทองคำและอัญมณีจะเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ
รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 จากสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ระบุว่า ความต้องการทองคำภาคผู้บริโภคโดยรวมของไทย ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 11.6 ตัน หรือ 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าด้านความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นอยู่ที่ 1,249 ตัน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาวะที่ทองคำมีราคาสูง โดยการเติบโตในไตรมาสนี้ ได้รับผลกระทบมาจากกระแสการลงทุนในทองคำที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์บวกกับทิศทางราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกองทุน Gold ETF สำหรับนักลงทุนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่ส่งผลให้ระดับความต้องการลงทุนทองคำโดยรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 170 ตัน ในไตรมาสนี้ เทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 ที่มีการลดลงเพียงเล็กน้อย กองทุนที่จดทะเบียนในเอเชียเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการเพิ่มระดับความต้องการลงทุนทองคำถึง 70 ตัน ในระดับที่สอดคล้องกับฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อรวมกับกระแสเงินลงทุนไหลเข้าจากไตรมาสที่ 1 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ความต้องการรวมจากกองทุน Gold ETF ทั่วโลกสูงถึง 397
รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 จากสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ระบุว่า ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อยู่ที่จำนวน 7.4 ตัน นับเป็นไตรมาสที่ 1 ที่แข็งแกร่งที่สุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2562 ทำให้ความต้องการทองคำภาคผู้บริโภคโดยรวมของไทย ที่ประกอบด้วยปริมาณการลงทุนในทองคำแท่ง และเหรียญทองคำรวมถึงความต้องการทองรูปพรรณในไตรมาสที่ 1 นั้น รวมเป็นจำนวน 9.1 ตัน เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเป็นปริมาณความต้องการทองคำภาคผู้บริโภครายไตรมาส ที่มีการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาส อยู่ที่ 1,206 ตัน เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาวะที่ราคาทองคำสูงเป็นประวัติการณ์และทะลุระดับ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ การฟื้นตัวของกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำแท่งสำหรับนักลงทุน ได้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งผลให้ระดับความต้องการลงทุนทองคำโดยรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า อยู่ที่ระดับ 552 ตัน
ราคาทองคำแตะ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 14 และ 17 มีนาคม 2025 อย่างไรก็ตาม ราคาปิดอย่างเป็นทางการจาก London bullion market (LBMA) ในวันจันทร์อยู่ที่ 2,996.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งต่ำกว่าระดับ 3,000 ดอลลาร์เล็กน้อย โดยเหตุการณ์นี้เป็นที่สนใจอย่างมากในหมู่นักลงทุนและสื่อทั่วโลก เพราะเป็นสัญญาณว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่แข็งแกร่ง และอาจสะท้อนถึงความกังวลของตลาด ในประเด็นที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจหรือเงินเฟ้อ จอห์น รีด (John Reade) นักกลยุทธ์การตลาดอาวุโส ประจำยุโรปและเอเชีย สภาทองคำโลก (World Gold Council) ให้ความเห็นเกี่ยวกับจุดเปลี่ยนสำคัญของราคาทองคำว่า “การที่ราคาทองคำทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐฯ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่ตลาดผันผวน จากราคา 1,000 เหรียญสหรัฐในช่วงวิกฤตการเงิน สู่ 2,000 เหรียญสหรัฐในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยทองคำได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในภาวะที่ตลาดมีความเสี่ยงสูง และให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจเทียบเคียงได้กับสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ นับตั้งแต่ปี 2514” จอห์นฯ ยังชี้ให้เห็นว่า
สภาทองคำโลก (World Gold Council:WGC) รายงานความต้องการทองคำ ประจำไตรมาส 4 และภาพรวมปริมาณความต้องการตลอดปี 2024 รวมถึงปริมาณทองคำทั่วโลกนอกตลาดหลักทรัพย์ (OTC) อยู่ที่ 4,974 ตัน โดยในปี 2024 ประเทศไทยมีปริมาณความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก ที่จำนวน 39.8 ตันต่อปี คิดเป็นการเติบโตสูงถึง 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สภาทองคำโลกระบุว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกในปี 2024 นั้น ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลาง และความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน รวมถึงราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดหลายครั้งในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการทองคำรวม มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.82 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังคงซื้อทองคำในปริมาณที่มหาศาลอย่างต่อเนื่องในปี 2024 โดยมีปริมาณการซื้อในระดับสูงกว่า 1,000 ตัน เป็นปีที่สามติดต่อกัน โดยเฉพาะการเข้าซื้อทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของธนาคารกลางในไตรมาสที่ 4 จำนวน 333 ตัน ซึ่งส่งผลให้ยอดรวมการซื้อทองคำของธนาคารกลางตลอดทั้งปีอยู่ที่ 1,045 ตัน ด้านความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนทั่วโลกนั้นได้เพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ










